Home -> Blog -> จะซื้อ Tablet ตัวไหนดี เยอะไปหมด??

จะซื้อ Tablet ตัวไหนดี เยอะไปหมด??

หัวข้อนี้วนเวียนอยู่ในหัวของผมมาหลายวัน ซึ่งผมเชื่อว่า มันอยู่ในหัวของหลายๆคนด้วย และไม่พอ หลายๆคนก็ถามผมอยู่นั่นแหละ ว่า “จะซื้อ Tablet ตัวไหนดี” ซึ่ง โอ๊ยยย ผมจะไปรู้ได้ยังไง อย่ามาถามผม ดังนั้น จงอ่านข้อมูลต่อไปนี้แล้วลองตัดสินใจดูว่า Tablet ตัวไหน ที่มันเหมาะกับการใช้งานของคุณ แล้ววิ่งไปซื้อกันโลด

iPad 2

ไม่มีก็คงไม่ได้ สำหรับ ผู้บุกเบิกยุคของ Tablet อย่างแท้จริง ไม่เชื่อก็ลองไปดูยุคสมัยก่อนที่ iPad จะมาสิ Tablet เป็นเพียงแค่ Computer ที่พับหน้าจอหงายมาเป็นกระดานชนวนได้ นอกนั้นก็ยังนึกประโยชน์ชัดๆอะไรไม่ค่อยจะออกเลย ซึ่งหลังจากการมาของ iPad 1 ทำให้ยุคสมัยของ Tablet มันชัดเจนมายิ่งขึ้น เพราะมันทำให้เรานึกออกว่าเราจะมี Tablet กันไปทำไม

ข้อมูลพื้นฐาน

http://www.youtube.com/watch?v=KPZ8JhY4R2Y

iPad 2 มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงต่างจาก iPad 1 ไม่มาก เรื่องเด่นๆก็คงจะเป็น การเปลี่ยนมาใช้ CPU Apple A5 ซึ่งเป็น CPU ความเร็ว 1Ghz แบบ Dual Core เพิ่มกล้องหน้าและหลัง รวมไปถึง ตัวกราฟิคการ์ดที่ว่ากันว่า เร็วกว่า iPad 1 ถึง 9 เท่าเลยทีเดียว

ข้อดี

ที่แน่ๆ ก็คือ Apple AppStore ที่ตอนนี้มี App ให้ดาวน์โหลดกว่า 300,00 Apps กันแล้ว แถมแต่ละ App ก็หน้าตาดีสมกับเป็นของ Apple เรียกได้ว่า คุณมีความต้องการเพี้ยนๆแค่ไหน AppStore ก็มี App รองรับความต้องการเพี้ยนๆของคุณได้หมด จุดเด่นอีกข้อก็คือ ระบบสัมผัสของ Apple เป็นระบบสัมผัสแบบ Multitouch ที่รองรับมากกว่า 2 จุดและเป็นระบบสัมผัสที่ดีที่สุดในบรรดา Tablet ทุกตัวตอนนี้  แถมยังมีทั้งรุ่น Wifi อย่างเดียว กับ Wifi + 3G พร้อมความจุให้เลือกหลายขนาด ที่สำคัญราคายังถูกกว่าชาวบ้านใน Spec ใกล้ๆกันด้วย

ข้อเสีย

ข้อเสียก็คงไม่พ้น เรื่องระบบปิด ที่เรียกได้ว่า กึ่งๆเผด็จการสำหรับ ผู้ใช้เลยทีเดียว เราไม่สามารถทำอะไรนอกลู่นอกทาง สิ่งที่ทางศาสดา Steve Jobs กำหนดเอาไว้ได้ เช่น เรื่องของการมี USB Port หรือการใช้งาน Flash Player สิ่งนี้ ถ้าเป็นผู้ใช้มือใหม่คงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับ Geek หลายๆคนมันทำให้ต่อมกระตุกกันเลยทีเดียว ส่วนกล้องที่เพิ่มขึ้นมา ก็ถือว่าดี แต่อย่าลืมว่าเค้าไม่ได้ให้ Flash สำหรับถ่ายภาพมาด้วยดังนั้นก็ดูเหมือนเป็นการกด Spec ไม่ให้เทพกว่า iPhone4

ข้อสรุป

ก็คงบอกได้ว่าการเลือก iPad 2 เป็นทางเลือกที่ไม่ผิดหวัง แต่เมื่อคุณเดินเข้ามาในเส้นทางของศาสดาแล้ว ทำใจได้เลยว่าคุณจะไม่จบแค่การซื้อ Application แน่ๆ เพราะศาสดามีหนทางในการไถเงินคุณมากมาย ไม่ว่าจะเป็น App ใน AppStore , Accessories มากมาย และที่สำคัญก็คือ เมื่อศาสดาทำการอัพเกรด iOS หรือระบบปฏิบัติการ กลายเป็นว่า อุปกรณ์ที่คุณใช้อยู่ก็จะช้าลง ช้าลง จนในที่สุด คุณก็ทนไม่ไหว แล้วก็ต้องซื้อรุ่นใหม่มาใช้ ไม่เชื่อก็ลองไปดู วงจรชีวิตของ iPhone 2G และ iPhone 3G ได้ ทันทีที่ออก iOS 4 มาทั้งสองเครื่องนี้ก็แทบนิ่งสนิท กดแทบไม่ไปทันที

Motorola Xoom


หลังจากที่ Motorola จอดป้ายอย่างแรงเมื่อประมาณปลายๆปี 2008 เพราะว่าส่งมือถือรุ่นไหนออกมาก็แป๊ก โดน iPhone และเครื่องอื่นๆ แย่งตลาดไปจนหมด สุดท้าย Motorola ก็คว้าเอาเชือกเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้แถมไต่มาจนเกือบถึงยอดเขาซะด้วยสิ ซึ่งเชือกเส้นนั้นมีชื่อว่า Android ครับ เพราะหลังจากที่ Motorola ออก Motorola Milestone มา ซึ่งในปี 2009 มันกลายเป็นมือถือยอดเยี่ยมที่ยอดขายชนะ iPhone3GS ทาง Motorola ก็ยึดมั่นใน Android และขยันส่ง Android รุ่นเทพๆลงตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง Tablet เทพอย่าง Motorola Xoom ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลพื้นฐาน

Motorola Xoom เป็น Tablet ที่ขุน Spec ที่เรียกได้ว่าแรงทุกหยาดหยด มาเพื่อสู้กับ iPad 2 อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ CPU ที่ใช้ nVidia Tegra 2 Dual Core ความเร็ว 1Ghz แถมมีแรมมากถึง 1GB กล้องหลังที่มีความละเอียดสูงถึง 5MB ถ่ายวีดีโอความละเอียด HD720P ได้สบายๆ มีความจุรุ่นเดียวคือ 32GB และ Spec อื่นๆยังแรงทุกอย่างจนตอนแรกผมคิดว่า โห แรงขนาดนี้แล้ว iPad 2 จะเอาอะไรมาสู้ฟระเนี่ย

ข้อดี

เป็น Tablet ที่รวมเอาสุดยอดเทคโนโลยี ของทั้งวงการ CPU , การ์ดจอ , แรม , กล้องหน้าและหลัง และที่เด็ดที่สุดก็คือ การนำ Android 3.0 ที่ทาง Google บอกว่า นี่คือระบบปฏิบัติการที่เหมาะกับ Tablet อย่างแท้จริงมาเป็นโอเอส  รวมเซ็นเซอร์มาเกือบทุกอย่าง  มีกระทั่ง Barometer ที่เอาไว้วัดความสูงมาด้วย ไม่รู้จะใส่มาทำไม สามารถเล่นวีดีโอความละเอียด 1080p ได้อย่างสบายๆ แถมยังมี HDMI Port ไว้ต่อกับจอทีวีไฮโซได้สบายๆอีกต่างหาก และที่สำคัญระบบเชื่อมต่อยังรองรับ ความสามารถที่ทะลุ 3G ไปเลย นั่นก็คือ LTE หรือที่เรียกกันว่า 4G นั่นเองครับ

ข้อเสีย

แน่นอน มันอัดทุกอย่างมาซะขนาดนี้ ข้อเสียแรกที่จะทำให้หลายๆคนต้องถอยจาก Motorola Xoom ก็คือ ราคาครับ ซึ่งที่อเมริกา เปิดราคาได้ 599$ สำหรับเครื่องติดสัญญา และ 799 $ สำหรับเครื่องที่ไม่ติดสัญญา โอ้ แม่เจ้า Tablet เครื่องเดียวราคาเกือบ 30,000 บาท พอเห็นราคาแบบนี้ ก็ทำเอาหลายคนถอย เพราะคนเราซื้อ Tablet มาเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ที่สองรองจาก Notebook ดังนั้น ถ้ามันแพงกว่า Notebook ที่ใช้อยู่ก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว

ข้อสรุป

Motorola Xoom ส่อแววแป๊กอย่างมาก แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่เพราะมันแพงซะจนหลายคนเอื้อมกันไม่ไหว ดังนั้นคนที่เหมาะกับมันก็น่าจะเป็น Geek ที่เบื่อสินค้าของ Apple แต่อยากใช้ของเทพชนิดที่คนแบก iPad 2 เดินมายังเหลียวหลังมองนี่แหละครับ

 

LG Optimus Pad


สำหรับ LG เอง ก็พึ่งจะโดดลงมาสู่สังเวียนของ Smartphone โดยการที่ส่งรุ่นแรกลงมาแย๊ปก่อนนั่นก็คือ LG Optimus One ซึ่งเป็นแย๊บขั้นเทพมาก จังหวะ 1-2 แจ๋วสุดๆ เพราะกลายเป็น Android Phone ราคาไม่ถึงหมื่นที่ดีที่สุดในช่วงที่มันออกมาวางจำหน่ายเลยทีเดียว ซึ่งพอเห็นจังหวะดี LG ก็รีบส่งรุ่นใหญ่ลงมาเสริมกำลังต่อเนื่องทันที โดยที่ในงาน CES 2011 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา LG ก็ได้เปิดตัว Tablet ของตัวเองที่ชื่อ LG Optimus Pad หรือ LG Slate ครับ

ข้อมูลพื้นฐาน

สำหรับ LG Optimus Pad นี่ก็ต้องบอกว่า Spec คร่าวๆเหมือนกับตัว Motorola Xoom เลย คือ CPU แรงเท่ากัน และเป็น nVidia Tegra 2 เหมือนกันซะด้วยแต่จะต่างกันตรงที่ ขนาดของหน้าจอเล็กกว่านั่นก็คือ 8.9 นิ้วเท่านั้น ซึ่งไอ้เรื่องขนาดหน้าจอ นี่มันก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะมันก็ยังไม่มีการกำหนดชัดเจนกว่า หน้าจอใหญ่ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าดี

ข้อดี

LG Optimus Pad เองก็ให้ข้อดีที่น่าเหลือเชื่อมาครับ นั่นก็คือ ทั้งตัวจอภาพ และ กล้อง 5MB ของมันนั้น รองรับระบบ 3D นั่นก็คือ เราสามารถดูรูปถ่าย 3D และ ถ่ายรูปภาพเป็น 3D ได้ ซึ่งถือว่าเป็น Tablet ตัวเดียวในตลาดที่ทำได้ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นลูกเล่นที่เก๋ดีนะ ที่เหลือ ถึงจะมีเซ็นเซอร์ไม่เยอะเท่ากับ Motorola Xoom แต่ก็ถือว่าครบถ้วน และน้ำหนักก็เบากว่า Motorola Xoom
ข้อเสีย

ตอนแรก ผมกะจะใช้เรื่องราคา เป็นตัวชูนำโรงเรื่องข้อเสียแล้ว เพราะตอนแรกมีข่าวว่า LG Optimus Pad จะวางจำหน่ายในยุโรปในราคา 999 Euro หรือประมาณ 42,000 บาท ผมได้ยินตอนแรกแทบกริ๊ด แต่ตอนหลังได้มีการปรับราคาลงหลังจากที่มีการประกาศให้จองในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็เหลือประมาณ 699$ หรือประมาณ 24,000 บาท นอกจากราคาแล้ว ข้อเสียอีกข้อก็คงจะเป็นเรื่องของ Application จากทั้งฝั่ง Android Market ที่ตอนนี้ผมยังไม่เห็น App ที่เป็น for Tablet Only ของทางฝั่ง Android Market เลย ซึ่งตรงนี้อาจจะเรียกว่าเป็นข้อหงุดหงิดมากกว่าข้อเสีย

ข้อสรุป

ถ้าคุณอยากจะได้ Tablet Android แบบเทพ โดยที่ ไม่อยากจะจ่ายแพงเท่า Motorola Xoom ผมว่า LG Optimus Pad ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีการปรับราคาที่เหมาะสม , ได้ใช้งาน Android 3.0 พร้อมกับ CPU แรงๆทำให้การทำงานของคุณไม่ติดขัดอย่างแน่นอน

Blackberry Playbook


Blackberry ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสที่ดังมากในบ้านเราเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา ชนิดที่ว่า ช่วงที่ผมกำลังเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ ผมก็เขวๆไปหยิบๆเอา BB มาเลือกกะเค้าเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไปเลือก iPhone เพราะดันซื้อ App ไว้บน iPhone มากเกินที่จะเปลี่ยนเป็นยี่ห้ออื่นๆได้ สำหรับตลาดของ Tablet นั้น ทาง Blackberry ก็จะโดดลงมาเฮโลกับเค้าด้วยโดยจะส่ง Tablet ที่ชื่อ Blackberry Playbook ลงสนาม

ข้อมูลพื้นฐาน

Blackberry Playbook จะมีขนาดหน้าจอประมาณ 7 นิ้ว ซึ่งก็ประมาณ Samsung Galaxy Tab ตัวแรกเลย ความเร็ว CPU ก็เป็น 1Ghz Dual Core เหมือนเจ้าอื่น แต่ผมงงยี่ห้อ CPU มาก เพราะอ่านรีวิวเจ้านึงบอกว่าเป็น  ARM Cortex A9 ส่วนอีกเจ้าบอกว่าเป็น TI OMAP โอ๊ย สับสน .. มีทั้งรุ่น Wifi และ 3G+Wifi   ส่วนความจุก็มีทั้ง 16 GB , 32GB และ 64 GB เหมือนกับทาง iPad เลย

ข้อดี

ข้อดีชัดๆ อย่างแรกก็คือ ตัวระบบปฏิบัติการของ Blackberry Playbook มีการยืนยันมาแล้วว่าสามารถโหลด App ของทาง Android ใส่ลงไปได้ เพราะพื้นฐานโปรแกรมเหมือนกัน ทำให้ผุ้ใช้สามารถเลือก App มากมายจาก Android Market ที่ตอนนี้มี App ประมาณ แสนกว่าตัวมาเพิ่มความสามารถของ Playbook ได้

ข้อเสีย

น่าจะเป็นเรื่องที่ว่า ตัว Playbook ตัวแรกยังไม่สมบูรณ์มันยังต้องการการทำงานร่วมกับโทรศัพท์ BB ของคุณเพื่อดึงข้อมูลเช่น ตารางการนัดหมาย หรือ Mail อยู่ ทำให้มันกลายเป็น Tablet ที่ต้องพึ่งพาชาวบ้านในการใช้งานไปซะงั้น แถมใครที่ไม่มี BB ก็ไม่รู้จะซื้อมันมาทำไม

ข้อสรุป

ถ้าคุณคลั่ง BB ติดลมบนชนิดที่ศรัทธาชาบูมันมาก ก็จงจัดมาซัดเครื่องเพื่อดับกิเลส หรือไม่ก็ ไปมองอย่างอื่นเลยดีกว่า

 

Samsung Galaxy Tab 10.1

ข้อมูลพื้นฐาน

Samsung เองก็เป็นผู้ที่เฮโลโดดลงมาเล่น Tablet กับเค้าด้วย ผมเคยได้ยินทฤษฏืในการทำโทรศัพท์ของ Samsung ว่า ”ถึงแม้คุณจะไม่ถูกใจรุ่นนี้ แต่เรามีโทรศัพท์เป็นพันๆรุ่น คุณต้องถูกใจมันซักรุ่นแหละน่า” ในแง่ของ Smartphone เองทาง Samsung ก็มีตัวเจ๋งๆหลายตัวเช่นเดียวกัน เช่น Samsung Galaxy S และ Samsung Nexus S

ในด้าน Tablet เอง ทาง Samsung ก็โดดลงมาเล่นก่อนใครด้วยการส่ง Samsung Galaxy Tab ซึ่งเป็น Tablet ขนาด 7 นิ้ว น้ำหนักประมาณครึ่งนึงของ iPad มาเมื่อประมาณปลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง Galaxy Tab 7 นิ้วก็ได้ สร้างความรู้สึกใหม่ๆของการใช้ Tablet ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามันเป็นขนาดที่เจ๋งมากเหมือนกัน เหมาะกับการอ่านหนังสือการ์ตูนสุดๆ และหลังจากที่ส่ง Galaxy Tab 7 นิ้วลงสู่ตลาด ทาง Samsung ก็ทำตามทฤษฏืของตัวเองทันที ก็คือ ถ้าคุณไม่ถูกใจ Galaxy Tab 7 นิ้ว คุณอาจจะถูกใจ Galaxy Tab 8.9 และ 10.1 นิ้วก็เป็นได้ เลยส่งมาอีก 2 รุ่น 2 ขนาดเลย

สำหรับ Spec เอง ตัว Galaxy Tab 10.1 นิ้วก็ใช้ nVidia Tegra 2 Dual Core 1 Ghz เหมือนทุกคน มีความจุทั้งแบบ 16GB และ 32GB กล้องหลังละเอียดถึง 8Mb มาพร้อมกับกล้องหน้า 2MB ถ่ายวีดีโอ 1080p ได้สบายๆ และตัวปฏิบัติการก็ใช้ Android 3.0 เหมือนกับ Tablet ที่ลงสนามรายอื่น

ข้อดี

ข้อดีของ Galaxy Tab 10.1 น่าจะเป็นเรื่องของ AppStore ที่คุณสามารถโหลดได้ทั้งจาก Android Market และ Samsung App ซึ่งทาง Samsung App ก็จะเป็นช่องทางในการดาวน์โหลดโปรแกรมดีๆหลายตัวที่ทาง Samsung ซื้อมาแจกผู้ใช้งาน Android ของตัวเองเลยก็ว่าได้  รวมถึง Battery ที่ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดา Tablet ที่ผมรีวิวในบทความนี้ทั้งหมด นั่นก็คือ 6860 mAh แต่กลับเป็น Tablet 10.1 ที่น้ำหนักเบาที่สุดเช่นเดียวกัน

ข้อเสีย

นึกข้อเสียแบบจังๆ ไม่ค่อยออก แต่อย่างแรกน่าจะเป็นเรื่องราคา เพราะล่าสุดเห็นได้ข่าวว่าเปิดจองแล้วที่ออสเตรเลีย บนเครือข่าย Vodafone ของ Australia  แบบเครื่องเปล่าก็ราคา AU 729$ เป็นเงินไทยก็ประมาณ 23,000 บาท ส่วนข้อเสียอีกข้อก็น่าจะเป็น ยังไม่มี LTE ติดตั้งมาให้ในระบบ ซึ่งผมเองก็ไม่อยากยกตรงนี้เป็นข้อเสียเลย เพราะ LTE มันแทบจะนับสถานที่ใช้ได้บนโลกนี้นะ

ข้อสรุป

Samsung เองก็ถือว่ามีจุดได้เปรียบเยอะกว่าชาวบ้าน เพราะตัวเองเป็นผู้ผลิตอะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น CPU , หน้าจอ , แรม แถมอยากจะแก้ไข Spec กลางอากาศก็ทำได้ เพราะตัวเองมีโรงงานผลิตอยู่ ไม่จำเป็นต้องผลิตตาม Order ของวัตถุดิบที่สั่งมา เลยทำให้ Galaxy Tab 10.1 ซึ่งมีข้อดีเยอะมาก แต่ราคากลับไม่ได้แพงเว่อร์เท่ากับ Motorola Xoom ที่ความสามารถใกล้เคียงกัน ซึ่ง ในบรรดา Tablet ทางฝั่ง Android ก็ถือว่า ภาษีดีกว่าชาวบ้านเค้าที่สุดแล้วล่ะครับ

 

 

ข้อสรุปโดยรวม

ผมเห็นภาพรวมที่เหมือนกันของ Tablet นั่นก็คือ CPU ที่ไม่ว่าเจ้าไหนก็ใช้ CPU แบบ Dual Core 1Ghz กันทั้งนั้นและสามารถถ่ายวีดีโอ บวกกับเล่นวีดีโอแบบ Full HD 1080p ได้ทุกเจ้า ส่วนเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ เช่นความละเอียดของกล้อง หรือ พื้นที่ความจุ อันนี้มันเรื่องของงบประมาณมากกว่า  ทีนี้ตัวเลือกที่น่าจะเป็นความแตกต่างก็น่าจะอยู่ที่ระบบปฏิบัติการมากกว่า เพราะตอนนี้ระบบปฏิบัติการที่ ตีคู่กันมาก็คือ iOS และ Android นั่นเอง ถ้าคุณชอบหน้าตาดี และคุณไม่อยากคิดเยอะ ก็จงเลือก iOS และเตรียมเงินให้ศาสดาเยอะๆ ส่วนใครที่รักสนุกกับความอิสระและความที่เรียกว่าต้องใช้ฝีมือในการใช้งานหน่อยนึงก็จงเลือก Android แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

แต่ก็แอบเซ็งเล็กน้อยตรงที่ว่า เมื่อก่อนนี้ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือแต่ละเจ้าจะนำเอา Android แบบที่เรียกว่า Pure Google มาดัดแปลงให้เป็นรูปแบบของตัวเองเช่นของทาง HTC ก็จะถูกเรียกว่า HTC Sense .. ทางฝั่ง Samsung ก็จะเป็น TouchWiz UI … แต่ใน Android 3.0 เหมือนผมจะได้ยินว่า Google สั่งห้ามไม่ให้ โมหรือแก้ไข ตัว Interface ตรงนี้ ซึ่ง ทำให้กลายเป็นว่า Tablet ที่ใช้ Android 3.0 ก็จะเหมือนๆกันหมด ฟังแล้วก็แอบเซ็งถึงแม้ว่าหน้าตามันจะสวยอยู่แล้วก็เถอะ แต่นึกว่าจะเห็นความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละเจ้าในการสร้าง UI ของใครของมันอีก

อีกจุดที่เป็นตัวแปรสำคัญ น่าจะเป็นน้ำหนักและการตอบสนองของหน้าจอ เพราะเราต้อง “จับ” และ “เห็น” มันอยู่ตลอดการใช้งาน ความแจ่มของหน้าจอ จึงเป็นจุดที่สำคัญมากๆ รวมถึงการตอบสนองต่อการสัมผัสด้วย ซึ่งตรงนี้ iPad ก็ทำคะแนนได้ดีที่สุด ในแง่ของการสัมผัส แต่ความละเอียดของหน้าจอ ที่แจ่มสุดก็เป็นของ Motorola Xoom ครับ

สุดท้าย ก็จงไปจับ สัมผัส เล่น ลอง และ อ่านข้อมูลให้เยอะๆ จะได้รู้ว่า เรา น่าจะซื้อ Tablet ตัวไหนดี หรือสุดท้าย ซื้อ Tablet ตัวที่เงินถึงก็พอ ฮ่า

Check Also

การเรียนรู้รูปแบบใหม่ของ ม.กรุงเทพ ที่ทำให้อยากกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง

นี่คือความรู้สึกของผมจริงๆ ตอนที่นั่งฟังอยู่ในงานแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตรใหม่ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อวันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2019 ที่ผ่านมานี่แหละ ต้องเล่าให้ฟังก่อน ที่ ม.กรุงเทพเนี่ย เป็นมหาวิทยาลัยที่จะใช้ Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ เป็นแกนกลางแล้วนำไปผสานกับเทรนด์อื่นๆของโลก เพื่อสร้างเป็นหลักสูตร …

11 comments

  1. สงครามระหว่างผม (Tab) กับเมีย (iPad 2) เริ่มขึ้นแล้วครับ T-T
    (ตอนนี้นั่งอ่านบทความนี้อยู่ทั้งคู่)

  2. @iannnnn ขอให้โชคดีมี tablet ใช้ครับ :3

  3. tablet หรอกหรอ
    ผมนึกว่ากรอบรูปวิทยาศาสตร์ซะอีก ฮ่าฮ่าฮ่า
    (วิ่งหนี…เฟี๊ยววววว)

  4. ผมสนใจ Galaxy Tab ครับ

  5. สรุปถ้าขี้เกียจอ่านยาว ๆ ให้มาอ่านประโยคสุดท้ายสินะ ๕๕๕

  6. Kindle vs iPad & me
    ว่าจะเอา Kindle 6″ 3G ไว้อ่านหนังสือ
    แต่แว่วมาว่า iPad 1 จะลดลงอีกเหลือ 9,900฿ หนักอกหนักใจ
    K อ่านได้นาน สบายตา แต่จอเล็ก สั่งจาก Amazon ก็ราคาประมาณเท่า iPad เลย
    i อ่านได้น้อยกว่า (อาจ)ปวดตา แต่จอใหญ่

    ถ้าเปิดเพลง “บัวตูมบัวบาน” คงเข้ากันได้ดีทีเดียว

  7. รอ ASUS Eee Transformer ครับ ถ้าได้มารบกวนจัดด่วนเลยนะครับ

  8. i-note ดีมั้ยคะ

  9. อยากได้ Android เพราะ โทสับมี iOS แล้ว >.<, แต่เอาอันไหนดีกว่า -*-

  10. แต่ถ้ามี Color e-ink ก็สนใจอันนี้มากกว่านะ เอาไว้อ่านสือแบบไม่ปวดตา *-*

  11. สำหรับเรา

    Galaxy Tab 10.1
    ที่ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ออกมาโดยมี รูปโฉมที่บางลงจากที่เปิดตัวครั้งแรกที่
    10.9 มม. เป็น 8.6 มม.เพราะว่าเป็นแท็บเล็ตที่บางที่สุดในโลกบนหน้าจอแบบ
    WXGA ความละเอียด 1280X800 พิกเซล บนหน้าจอสัดส่วน 16:9
    น้ำหนัก 595 กรัม พร้อมด้วยแบตเตอรี่ความจุ 7,000 mAh (สเปคตอนแรกแบตเตอรี่แค่ 6860 mAh) ที่ใช้ได้ยาวนานถึง 10 ชม.
    รองรับการชมภาพยนตร์แบบ Full-HD
    1080p และหน่วยประมวลผล (CPU) แบบ Dual-Core 1GHz ส่วนกล้องหลังความละเอียด 3 ล้านพิกเซล มีระบบออโต้โฟกัส
    และแฟลชมาให้ มีกล้องด้านหน้า 2 ล้านพิกเซลสำหรับการใช้งานด้าน Video Call
    เริ่ด ชอบแอนดรอยมากกว่าอ่ะ บาง เบาด้วยพกสะดวก อิอิ

Leave a Reply