Home -> Review -> รีวิวสั้นๆกับ Garmin Vivofit2 ดีกว่ารุ่นเดิมหน่อยนึง แต่ราคาถูกลงเยอะ

รีวิวสั้นๆกับ Garmin Vivofit2 ดีกว่ารุ่นเดิมหน่อยนึง แต่ราคาถูกลงเยอะ

เป็นรีวิวสั้นๆ หลังจากกลับมาใช้พวก Wearable Computer อีกครั้งหลังจากที่ปีที่แล้ว ลองอย่างบ้าคลั่งไปหลายยี่ห้อ จนพบว่า เจ้านี่แหละ เหมาะกับสไตล์ของผมที่สุดแล้ว เลยเดินไปซื้อที่ Paragon มาในราคา 3,990 บาท แล้วก็ทำรีวิวสั้นๆมาให้ดูกัน อ้อ รบกวนกลับไปอ่านรีวิว Vivofit รุ่นแรกด้วยครับ เพราะความสามารถโดยรวมยังเหมือนรุ่นที่ 1 ทุกประการ แต่อัพเกรดนิดหน่อยในแง่ของ Hardware และเยอะมากในแง่ของ Software

SNAG-0230

อันนี้เป็น Facebook Status ที่ Post ไปเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฏาคม ครับ .. ก็ Post ไปหลังจากที่ซื้อใส่ได้ประมาณชั่วโมง ซึ่งก็มีแต่คนถามว่ามันดีหรือเปล่า เหมาะกับการออกกำลังกายของเค้าไม๊ เกรงว่าไปไล่ตอบทีละคนจะเสียเวลา ผมเขียนเล่าเป็น Blog ให้เลยละกัน

อุปกรณ์ประเภทนี้เรียกแบบง่ายๆกว่า Fitness Tracker .. หรือตัวตรวจจับการออกกำลังกายของเรา โดยที่มันจะนับก้าวการเดินของเรา แล้วก็เอามาประมวลผลว่า วันๆนึงคุณเดินไปกี่ก้าว คิดเป็นระยะทางกี่กิโลเมตร เปลี่ยนเป็นพลังงานกี่กิโลแคลอรี่

สาเหตุที่อุปกรณ์แบบนี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้ ก็เพราะความสำเร็จเรื่องของการสร้าง CPU ขนาดเล็ก , ชุดโปรแกรมประมวลผลด้านความเคลื่อนไหว , Sensor จับการเหวี่ยง , Battery ที่มีพลังงานสูงแต่ขนาดเล็ก รวมไปถึงระบบส่งสัญญาณไร้สายนั่นแหละครับ เอามาขยำๆรวมกันเลยกลายเป็น Fitness Tracker ได้

ก่อนหน้านี้ผมเคยรีวิวมาหลายตัวด้วยกัน

ซึ่งยังมีอีกหลายตัวเลยที่ไม่ได้รีวิว เช่น MiBand , Huawei  Talkband B2 ซึ่งหลังจากทดลองใช้มาหลายตัว ผมก็พอจะเข้าใจปัจจัยบางอย่างที่ทำไมตัดสินใจเลือก Garmin vivofit

นั่นก็คือ Battery ครับ

ปัญหาของ Fitness Tracker ทุกตัวก็คือ Battery อยู่ได้แค่ 5-7 วันเท่านั้น พอหมดก็ต้องแกะออกจากข้อมือมาชาร์จ ทำให้เก็บข้อมูลได้ไม่ต่อเนื่อง บางครั้งชาร์จยาวลืมเอากลับมาใส่อีก ผมเจออาการแบบนี้กับทุกตัวที่ทดสอบมาเลย ยกเว้นตอนทดสอบยี่ห้อเดียวคือ Garmin vivofit รุ่นแรก เพราะ Battery มันไม่ต้องชาร์จนี่เอง

เปรียบเหมือนนาฬิกานั่นแหละครับ อยากใส่ อยากถอดเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะ Battery มันอยู่ได้ยาวนาน 3-5 ปี เลยทำให้ไม่ต้องมาเสียเวลาตรงนี้แหละ

DSC01970

ซึ่งไม่รู้เป็นบ้าอะไร เจ้า Vivofit2 นี่หาซื้อยากเป็นบ้า อย่างน้อยก็ไม่มีใน iStudio กับ .LIFE ละกัน ไปเจอใน Paragon เลยจัดมาตัวนึงในราคา 3,990 บาท (รุ่นเก่าประมาณ 4,xxx) ได้

DSC01973

ของในกล่องก็มีแค่ตัว Garmin vivofit2 ที่มาพร้อมกับสายรัดข้อมือแบบเรซิ่น ขนาดใหญ่สำหรับผู้ชาย และขนาดเล็กสำหรับผู้หญิง แล้วก็มีตัว ANT+ USB สำหรับเชื่อมข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ มีแค่นี้แหละ

DSC01972

บนกล่องจะมีป้ายเตือนเรื่องการใช้งานเอาไว้ เค้าบอกว่า ถ้าหากจะใช้ Garmin Connect ในการเชื่อมกับ Garmin vivofit2 จะต้องเปลี่ยนรูปแบบปฏิธินให้เป็น Gregorian แล้วห้ามเปลี่ยนกลับ ส่วนใครที่มี App รุ่นเก่าอยู่ให้ลบออกแล้วลงใหม่ครับ

DSC01974

รูปร่างคล้ายเดิม หน้าตาเปลี่ยนไปนิดหน่อย ตัวหนังสือแสดงข้อมูลสว่างขึ้น และอ่านง่ายกว่ารุ่นเดิม อ้อ แล้วก็มีไฟ Backlight แล้วครับ สามารถกดเพื่อดูข้อมูลในที่มืดๆได้ จากที่รุ่นแรกทำไม่ได้

DSC01979

ปุ่มกดเปลี่ยนโหมด คือปุ่มนูนๆข้างๆ กดแล้วจะเปลี่ยนโหมดในการแสดงผลวนไปดังต่อไปนี้

เวลา -> วันที่ -> จำนวนก้าวที่เดิน -> ระยะทางที่เดิน -> พลังงานที่ใช้ไป

และถ้าเกิดกดค้างมันจะเปลี่ยน Step ในการทำงานเป็นรูปแบบดังต่อไปนี้ครับ

เปิด Backlight -> เข้าโหมดออกกำลังกาย -> เข้าโหมด Sync ข้อมูลกับมือถือ -> เข้าโหมดนอนหลับ -> เข้าโหมด Paring กับมืออถือ

ก็กดค้างไปเรื่อยๆ อยากให้เข้าโหมดไหนก็ปล่อยปุ่มที่กดบนโหมดนั้น

DSC01980

ข้างหลังของ vivofit บอกว่ารองรับเทคโนโลยีและมาตรฐานอะไรบ้าง แน่นอนว่าเป็น Bluetooth LE กับ ANT+ ถ้าคนสายออกกำลังกายน่าจะรู้จัก ANT+ ดี มันเป็นมาตรฐานการส่งข้อมูลแบบไร้สายที่ใช้กันในเครื่องออกกำลังกายครับ อย่างผมเองมีสายคาดวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่รองรับ ANT+ เหมือนกัน สามารถส่งข้อมูลมาแสดงผลบน Garmin vivofit2 ได้เลย

DSC01981

ตัวเขี้ยวล็อคสายเปลี่ยนให้มีหัวล็อคด้วย รุ่นก่อนเนี่ย ผมยอมรับเลยว่าเวลาจะใส่นี่ยากหน่อยนึง รุ่นนี้ยากเหมือนเดิม แต่มีเขี้ยวล็อคเพื่อหมุนแล้วจะยึดไม่ให้สายหลุดออกจากข้อมือได้ครับ

DSC01983

Garmin vivofit2 มีสายให้ 2 เส้นในกล่อง ของผู้ชาย 152 – 210 มม และของผู้หญิงที่ขนาด 120 – 175 มม ครับ

IMG_1008

อุปกรณ์ของ Garmin ทุกตัวจะทำงานร่วมกับแอปที่ชื่อ Garmin Connect .. ซึ่งเมื่อเชื่อม Garmin vivofit เข้ากับ Garmin Connect แล้ว จะสามารถดูข้อมูลดังต่อไปนี้ได้ครับ

  • บอกวันที่และเวลา
  • จำนวนก้าวที่เดิน
  • เป้าหมายในการเดินว่าเหลืออีกกี่ก้าว
  • ระยะทางที่เดินไปแล้ว โดยคำนวนจากจำนวนก้าวที่เดินมา
  • ใช้พลังงานไปกี่ แคลอรี่
  • เป้าหมายของน้ำหนักที่จะลด

IMG_1009

และสามารถตรวจจับการนอนหลับได้ด้วย แต่เรื่องการนอนหลับนี่อย่างห่วย คนอื่นเค้าตรวจจับแบบอัตโนมัติกันได้หมดแล้วว่าหลับ แต่ของ Garmin จะต้องกดบอกว่ากำลังจะนอนแล้วนะบนตัว Vivofit2 หรือถ้าหากวันไหนลืม เราก็มากรอกเวลาหลับกับเวลาตื่นลงไป มันจะดึงเอากราฟที่จับได้มาให้

IMG_1007

ที่ผมชอบใน Garmin Connect รุ่นนี้ก็คือ ถ้าเราออกกำลังกายหลายๆกิจกรรม เช่นของผมจะมี เดินกับจักรยาน จะมีกราฟแยกให้ด้วยว่าแต่ละกีฬาเผาแคลอรี่ไปเท่าไหร่

IMG_1006กราฟการออกกำลังกายเช่นการเดิน สามารถดูเป็นช่วงเวลาได้ว่า เราเดินตอนไหนเยอะที่สุด

Garmin-Vivofit-2

ในรุ่น 2 นี่มีสีเยอะมาก แต่เห็นว่าในไทย เอามาขายแค่สี ดำ / ขาว / น้ำเงิน / ม่วง ครับ ถ้าอยากได้สีอื่นก็ต้องไปซื้อ อุปกรณ์เสริมเป็นกล่องสายที่ขายแยกต่างหากเอาเอง

สรุปจากการใช้งานมาซักพัก ก็มีเรื่องที่ชอบดังต่อไปนี้ครับ

  • น้ำหนักเบา ใส่แล้วไม่รู้สึกติดขัด เวลาผมพิมพ์งานจะชอบถอดนาฬิกาออก แต่ของ Vivofit นี่ไม่ต้องถอดออกก็ได้
  • สายล็อคแบบใหม่ ล็อคแน่นดี แต่ก็ใส่ยากเหมือนเดิม
  • ปุ่มกดเปลี่ยนโหมด กดง่ายขึ้น
  • มี Backlight ซะที
  • สีเยอะขึ้นมาก ผมกดสั่งสายเพิ่ม สีแดง น้ำเงิน เขียว ไปแล้ว
  • มันไม่ใช่ของใหม่อะไรแล้ว แต่ก็ยังทำงานได้ดีอยู่ ผมว่าถ้าใครใช้ Fitness Tracker ใช้ของ Garmin เนี่ยแม่นสุดแล้วล่ะ

SNAG-0229

รุ่นสองมีสายแปลกๆเยอะมาก ทั้งสายหนัง สายเหล็กแบบในรูปด้วยครับ โคตรอยากได้เลย

 

Check Also

รีวิวพ่อบ้าน ตู้เย็น Samsung รุ่น Bottom Freezer ตู้เย็นที่ไม่ทำให้คุณปวดหลังเวลาเปิด!

จั่วหัวให้มันแปลกตา แต่รีวิวนี้เป็น Sponsored Post ที่มาได้จังหวะดีโคตรๆ เพราะผมพึ่งซื้อบ้านใหม่ และกำลังอยากจะได้ตู้เย็นพอดี ซึ่งทรงของตู้เย็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้ใหม่หรือแปลกอะไรนักในบ้านเรา (หลายคนอาจจะได้ใช้นานแล้ว) แต่ผมเองก็พึ่งจะได้ใช้ตู้เย็นแบบนี้ แล้วพบว่า เออมันดีเหมือนกันแฮะ FacebookTwitterLine