Home -> Review -> รีวิว Netgear R8500 .. Wireless Router ที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้

รีวิว Netgear R8500 .. Wireless Router ที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้

ตั้งกะหยิบเอา Wireless Router ของ Netgear มารีวิว ไม่เคยได้รีวิวรุ่นธรรมดากับเค้าซะที มีแต่รุ่น Top ตลอด คราวนี้ก็เป็น Wireless Router ตัวใหม่ที่ออกมาตอบรับมาตรฐาน 802.11ac wave 2 ที่เป็นมาตรฐาน WIFI ล่าสุดในการทำออกมาเป็นสินค้าไม่ใช่งานวิจัยครับ มันคือ Netgear R8500 Wireless Router ที่รองรับความสามารถ MU-MIMO และ Aggregate Gigabit LAN Port ครับ

DSC06956

ปล. ก่อนจะอ่านรีวิวนี้ อยากจะรบกวนช่วยอ่าน รีวิว Netgear X6 ตะขาบอวกาศประกอบด้วย จะได้ข้อมูลครบถ้วนมากขึ้นครับ

เอาล่ะครับ มาตรฐาน Wireless แบบ 802.11ac เป็นมาตรฐาน Wireless LAN แบบใหม่ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกมากขึ้น มันอัพเกรดความสามารถของ Wireless Router หลายอย่างด้วยกันเช่น

  • รองรับการใช้ Channel Bandwidth ที่กว้างถึง 80Mhz และสามารถระเบิดพลังได้ถึง 160Mhz (ยิ่ง Channel bandwidth ยิ่งเยอะ ความเร็วในการส่งข้อมูลยิ่งเพิ่ม)
  • รองรับความสามารถ Beamforming (รับรู้ได้ว่า Client อยู่ตรงไหน และทำการบีบสัญญาณของข้อมูลไปยังตำแหน่งของ Client นั้นๆ เพื่อให้สัญญาณเข้มมากขึ้น ลดปัญหาเชื่อมต่อแล้วติดๆหลุดๆ

และยังมีความสามารถเจ๋งๆในเชิงสัญญาณวิทยุอีกมาก ซึ่งไปหาอ่านใน Wikipedia ได้ (เป็นเรื่องที่ยากๆต้องอธิบายกันหลายหน้า A4 ทั้งน้าน เอามาอธิบายในนี้เดี๋ยวจะไม่ได้ดูรีวิว Router กันพอดี)

แต่อย่างไรก็ตาม ในมาตรฐาน Wireless AC ก็จะมี Wave ของการเปิดความสามารถใหม่ๆ ซึ่งใน Wave 2 เนี่ย มีความสามารถนึงที่เด็ดมากๆเพิ่มเข้ามาด้วย นั่นก็คือ MU-MIMO ครับ

article-2012december-wireless-mimo-driving-fig1

แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่อง MU-MIMO … ผมต้องเล่าเรื่องความสามารถ MIMO (ไมโม) เฉยๆซะก่อน

ในเทคโนโลยีการส่งข้อมูลไร้สายแบบเก่านั้น เราใช้วิธี เสานึงรับข้อมูล เสานึงส่งข้อมูล ความเร็วที่ได้ก็จะอยู่ที่ 1 Stream หรือหนึ่งเส้นทางข้อมูลที่เสาอากาศนั้นส่งหรือรับครับ

ทีนี้ ก็เลยมีการพัฒนาให้ใช้เสาอากาศหลายๆเสา ในการรับและส่งข้อมูล คือถ้าเป็น เสาเดียว ส่งหา เสาเดียว เราจะเรียก SISO (Single Input / Single Output)

ถ้าหลายเสา ส่งหาเสาเดียว เราจะเรียก MISO (ไมโซ นะครับ ไม่ใช่มิโสะที่เป็นซุป) Multiple Input / Single Output

ถ้าเสาเดียว ส่งหาหลายเสา เราจะเรียก SIMO (Single Input / Multiple Output)

และสุดท้าย หลายเสา ส่งหา หลายเสา เราจึงเรียกว่า MIMO นั่นเอง

การใช้ MIMO ในระบบ Wireless LAN ทำให้เราสามารถเพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูลจากมาตรฐานเก่าที่ 54Mbps ให้กลายเป็นความเร็วสูงสุดที่ 450 Mbps บนได้บนมาตรฐาน Wireless N นั่นเองครับ

ทีนี้ถ้าจะให้อธิบายเรื่อง MU-MIMO … ต้องเล่าถึงวิธีที่อุปกรณ์ไร้สายใช้ในการส่งข้อมูลซะก่อนครับ

เวลาที่อุปกรณ์ไร้สายส่งข้อมูล เค้าจะเรียกว่า Carrier sense multiple access with collision avoidance หรือย่อๆว่า CSMA/CA (มันคือเชี่ยไรวะเนี่ยยยยย ทำไมคนอ่านอย่างกรูต้องมานั่งทำความเข้าใจเรื่องอะไรยากๆแบบนี้ด้วย)

เออจริง ไม่เล่าเต็มๆก็ได้ครับ

เอาเป็นว่า เวลาที่อุปกรณ์บนเครือข่ายไร้สายคุยกันครับ เช่น

Wireless Router 1 ตัว ที่เชื่อมอยู่กับมือถือ 10 เครื่อง

เวลาที่ Wireless Router มันส่งข้อมูลมัน “ไม่ได้คุยกับ 10 เครื่อง พร้อมๆกัน” นะครับ (ทำตัวหนา ใส่ฟันหนู เน้นให้เห็นชัดอีกต่างหาก)

หลายๆคนจะเข้าใจว่า Wireless Router เวลาต่อกับอุปกรณ์มันก็คุยกับทุกตัวพร้อมๆกันนั่นแหละ แต่ไม่ใช่เลยครับ ตอนมันส่งข้อมูล มันคุยได้ทีละคนเท่านั้น

อยากให้จินตนาการถึง คน 10 คนคุยกัน ทุกคนต้องเงียบ ถึงจะมีคู่นึงคุยกันได้ใช่ไหมครับ

แบบเดียวกันกับระบบ Wireless Lan ถ้า Wireless Router จะส่งข้อมูลหามือถือ A ได้ … มันจะคุยกับคนอื่นไม่ได้ครับ

ดังนั้น หาก A จะคุย คนอื่นก็ต้องรอ

จากนั้นก็ B

สลับไป C

สลับไป D ต่อ

แต่ว่าบนเครื่อข่ายไร้สาย มันเร็วมาก คุณไม่ค่อยจะรู้สึกหรอกครับ เพราะบางที เราเปิดหน้าเว็บจนเสร็จแล้ว แต่เรายังอ่านไม่เสร็จ ระหว่างที่เรากำลังอ่านอยู่ Wireless Router ก็จะส่งข้อมูลไปให้คนอื่นนั่นแหละ

ทีนี้ ถ้าเกิดมีใครซักคน ก้อปปี้งานแบบไฟล์ใหญ่มากๆ ผ่านเครือข่ายไร้สาย

มั่นใจได้เลยว่าคนอื่นจะแทบใช้งานไม่ได้จนกว่าไอ้นี่จะก็อปปี้ไฟล์เสร็จครับ

นั่นแหละครับปัญหาของ Wireless LAN มันคุยได้ทีละ 1 Client

แล้วลองจินตนาการสิครับ ตอนนี้ทุกคนมีทั้ง Notebook / มือถือ / Tablet … และอุปกรณ์อื่นๆอีกมากมาย ปริมาณของอุปกรณ์ที่ต่อ Wireless LAN เพิ่มขึ้นมากมหาศาล หากไม่ปรับแก้มาตรฐานนี้รับรองในอนาคตจะเกิดปัญหาแน่ๆ

ทีมงานที่คิดเรื่อง Wireless ก็เลยคิดค้นความสามารถเรื่อง MU-MIMO ขึ้นมา นั่นก็คือ การทำให้ระบบ MIMO นั้น รองรับ Multi User หรือ ผู้ใช้งานหลายๆคนได้นั่นเองครับ

MU-MIMO-Result

ความสามารถ MU-MIMO นั้นทำให้จากทุกทีคุยได้แค่ 1 : 1 .. กลายเป็นว่า Netgear R8500 สามารถคุยกับเครื่องอื่นๆได้แบบ 3:1 ครับ หมายถึงในหนึ่งการส่งข้อมูลสามารถคุยกับอุปกรณ์ได้ถึง 3 ชิ้นเลยทีเดียว

ลองนึกสภาพ Office ที่มีคนทำงานซัก 50-60 คนสิครับ อุปกรณ์ไร้สายทั้งนั้น ยิ่งคนเยอะ ยิ่งต้องรอคิวนาน แต่ด้วย MU-MIMO มันเลยทำให้เคลียร์คนรอคิวคุยกับ Wireless Router ได้เร็วขึ้น 3 เท่าไงล่ะครับ

DSC06962

ทีนี้จุดเด่นของ Netgear R8500 มีอยู่ 5 อย่างที่เหนือกว่าชาวบ้านด้วยกันครับ

  • ระบบ Triband WIFI (มีความถี่ 2.4 Ghz + 5Ghz อีก 2 Channel ) ทำให้ใช้ช่องสัญญาณของมาตรฐาน 802.11ac ได้เต็มเหนี่ยวมากขึ้น
  • เสาอากาศ 8 เสา (เป็นแบบเสาอากาศ Active 4 เสา แล้วก็เสาอากาศแบบ Internal อีก 4 เสา
  • CPU ของ Netgear 8500 เป็น Duo-Core 1.4Ghz กับแรมอีก 512 MB (เยอะมากๆ Wireless Router ทั่วไปมีแรมแค่ 32 – 64 MB เองครับ)
  • ระบบ Aggregated LAN Port สามารถรวม Port LAN 2 Port ให้กลายเป็นเส้นเดียวเพื่อเพิ่ม Bandwidth ของสาย LAN คู่นั้นให้กลายเป็น 2Gbps
  • และระบบ Quad Stream WIFI + MU-MIMO นั่นเองครับ

DSC06975

ครั้งแรกที่แกะกล่องเจ้า Netgear R8500 มาคือตกใจมาก เฮ้ยยย เอ็งจะตัวใหญ่ไปไหนฟระ รีวิว Wireless Router มาก็มาก ไม่เคยเจอตัวไหน ใหญ่ หนัก อลังการ์ ขนาดนี้มาก่อนเลย ดูฝ่ามือผมนะครับ ผมเองก็เป็นคนมือใหญ่มากนะ เทียบกับ R8500 แล้ว โห เล็กไปเลย

DSC06974

เสาอากาศก็โคตรใหญ่ ในตัว R8500 มีเสาอากาศแบบ Active (เสาใหญ่) ทั้งหมด 4 เสา และเสาอากาศเล็กซ่อนอยู่ในตัวเครื่องอีก 4 เสา ครับ (ซึ่งเจ้าความสามารถข้างกล่องที่บอกว่า Quad Stream WIFI + MU-MIMO อยู่ตรงนี้แหละ สี่เสาเทเวศร์ที่พร้อมจะส่งข้อมูลได้ 4 Stream พร้อมๆกัน)

DSC06961

ผมชอบการออกแบบเจ้า Netgear R8500 นะ .. คือ มันไม่ได้เป็นแค่ Wireless Router แบบๆเรียบๆ แต่เค้าพยายามใส่ Design เข้ามาด้วย อย่างด้านบนจะเป็น ลอนคลื่นของชอ่องระบายอากาศ (ตอนแรกที่แกะมา ผมตกใจ เฮ้ยยย ชิปหาย นี่มันร้อนจนพลาสติกละลายเลยหรอ ปรากฏว่าเป็นแค่ Design .. ตกใจหมด)

DSC06963

หน้าเครื่องมี 3 ปุ่มพื้นฐานครับ

  • LED เอาไว้ปิดพวกไฟกระพริบๆ ตอนเครื่องทำงานอยู่เผื่อใครเอาเจ้า Netgear R8500 ไปใช้ในห้องนอนจะได้ไม่แสบตา
  • WPS เอาไว้กดเพื่อเปิดการเชื่อมต่อให้กับ Client ที่รองรับ WPS .. ทำให้เข้ามาใช้งาน Network ได้โดยที่ไม่ต้องกรอกรหัส
  • WIFI คือปุ่มปิด WIFI .. บางทีหลายๆคน อาจจะอยากปิด WIFI เพื่อเหตุผลด้าน Security หรือ อาจจะเอาเจ้า Netgear R8500 เป็นแค่ Gateway ในองค์กรเฉยๆ อะไรแบบนี้ครับ กดปุ่มนี้ก็เปิด/ปิดได้

DSC06964

ด้านซ้ายของตัวเครื่องก็มีไฟบอกสถานะ ครบถ้วน

  • ไฟบอก Power การทำงานของเครื่อง
  • ไฟบอกว่า Internet เชื่อมต่อเรียบร้อยดียัง
  • ไฟบอกว่า WIFI ทั้ง 3 ความถี่ทำงานครบ (เครื่องนี้เป็น Triband WIFI นะครับ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Triband WIFI ได้ที่ตอนรีวิว Netgear X6 ตะขาบอวกาศได้เลยครับ )
  • ไฟบอกสถานะว่ามีอุปกรณ์เสียบอยู่บน USB Port
  • ไฟบอกว่า LAN Port มีอุปกรณ์เสียบอยู่

DSC06966

ไหนๆ พูดถึงไฟของ LAN Port ตะกี๊ อยากจะบอกว่า เจ้านี่มีอีกหนึ่ง Feature เด็ดมากๆ ที่ดึงความสามารถมาจากอุปกรณ์ Network ระดับองค์กร นั่นก็คือ Aggregate Gigabit LAN Port ครับ

ทุกทีเราจะคุ้นเคยว่า LAN port 1 ช่อง ก็เสียบสายเข้าอุปกรณ์ 1 เส้นใช่ไหมครับ โดยที่ความเร็วสูงสุดของ LAN Port นั้นๆก็คือ 1Gbps

แต่ถ้าเกิดไอ้ความเร็ว 1Gbps ไม่พอใช้งานขึ้นมาล่ะจะทำไง

คำตอบของวงการ Network ก็คือ รวมร่างมันซะเลยไงล่ะครับ

เราสามารถรวมเอา 2 Gigabit Port ให้กลายเป็นความเร็ว 2 Gbps ได้ครับ แต่อุปกรณ์ที่ต่ออีกข้างต้องรองรับด้วยนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเอาไว้ใช้กับ NAS ที่มีคนเข้ามาใช้งานมากๆในเวลาเดียวกันครับ เป็นความสามารถที่เจ๋งมากเลย 

DSC06967

แน่นอน … Gigabit LAN port ของเก่ายังอยู่ครบ ซึ่งแปลว่า Netgear R8500 มี LAN มาให้ถึง 6 Port เลยทีเดียว เยอะมาก

DSC06969

ด้านข้างของ R8500 มีช่องเสียบ USB 2.0 กับ USB 3.0 อย่างละ Port … ซึ่งเอาไว้เสียบ Printer กับ External Harddisk เพื่อเอามาทำเป็น File Server แบบง่ายๆได้ครับ

แถมขุมพลังของเจ้า Netgear R8500 ก็คือ CPU แบบ Duo-Core ขนาด 1.4 Ghz + Ram อีก 512 MB อีกต่างหาก ถ้าให้ประเมินจาก CPU + Ram + WIFI ขนาดนี้ ตัวมันเองสามารถรองรับจำนวนเครื่องที่เข้ามาใช้งานขนาด 150 – 200 เครื่องได้สบายๆเลยครับ

ทีนี้มาดู Software Feature ที่ทาง Netgear เค้าใส่มาในเจ้า R8500 กันหน่อยดีกว่า

SNAG-0328

SNAG-0330

ความสามารถอย่างแรกก็คือ ReadyCloud ครับ เป็นความสามารถที่จะเชื่อม Netgear Router รุ่นใดๆก็ได้ที่ ทำให้เราสามารถเข้าถึงไฟล์จากใน External Harddisk หรือ Flash Drive ที่เราเสียบทิ้งเอาไว้ใน Router ของ Netgear ผ่านจาก Cloud ของ Netgear ที่ไหนก็ได้บนโลก

โคตรแจ๋วเลยคร้าบ ลองนึกภาพว่า อยู่ดีๆ Wireless Router ของเราก็แปลงร่างเป็น Dropbox สิครับ แจ่มโคตร

SNAG-0336

ที่ผมชอบมากก็คือ ระบบ Network Monitor ที่บอกว่า อุปกรณ์อะไรบ้างที่เชื่อมต่อเข้ามาอยู่ เราสามารถปรับแต่ง Device priority หรือ ลำดับความสำคัญว่าเครื่องไหนสำคัญกว่า ข้อมูลจะได้วิ่งออกไปก่อน

SNAG-0337

แถมเราสามารถคลิกเพื่อดูแยกแต่ละเครื่องได้ด้วยว่า แต่ละเครื่องตอนนี้กำลังใช้เน็ตเพื่อทำอะไรอยู่ด้วยความเร็วเท่าไหร่

SNAG-0338

ข้อดีอีกเรื่องของ Netgear R8500 ก็คือ สามารถสร้าง WIFI Guest Network ได้ด้วย โดยที่ User ที่เข้ามาเกาะใน Guest Network จะสามารถเล่น Internet ได้อย่างเดียว แต่จะมองไม่เห็นเครื่องใน Network หลักของเราเลย

SNAG-0339

 

SNAG-0340

 

สำหรับพ่อแม่ที่อยากควบคุมการใช้ Internet ของลูก หรือ เจ้าของบริษัทที่อยากจะคุมการใช้ Internet ของพนักงาน ตัว R8500 จะมีระบบ Parental Control ครับ สามารถควบคุม เวลา เว็บที่จะเข้า ของเครื่องลูกที่เชื่อมต่อเข้ามาอยู่ อยากจะ Block ห้ามเข้า Facebook ตอนทำงานแล้วให้เล่นได้ตอนพักเที่ยงอะไรแบบนี้ทำได้สบายเลยครับ

DSC06978

สำหรับคนที่อยากจะแบบได้ Wireless Router สำหรับบ้านที่ต้องการความครบเครื่อง ต้องการ Bandwidth เยอะๆ สำหรับการดูหนัง ต้องการความถี่สัญญาณวิทยุที่เพิ่มขึ้นมาอีกอีกหนึ่งความถี่เพื่อเก็บเอาไว้เล่นเกมที่ต้องการ Response สูง

อยากจะได้ Wireless Router แบบใช้ในบ้าน แต่มีความสามารถในการจัดการระดับ Enterprise อยากได้ Wireless Router ที่รองรับการใช้งานกับ NAS ในองค์กร มันคือตัวนี้แหละครับ ทรงพลังที่สุดแล้ว

CPU แรง RAM เยอะ

Wireless Bandwidth ที่เยอะสุด 5,300 Mbps

เสาอากาศ 4 เสา + MU-MIMO เพื่อความเร็วในการ Stream ข้อมูล

Software ที่เก่งมากในการจัดการ Client

เทพสุดๆแล้วครับ ผสมกับ การประกันแบบ 9 ปีเต็มจาก King IT แถมถ้าซื้อกับ King IT มีปัญหาในการติดตั้ง ใช้งานไม่เป็น เรียก Network Engineer ของ King IT ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเข้าไปติดตั้งหน้างานได้ด้วย

เรียกได้ว่า จ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อมันแล้วเสพสุขอย่างเต็มที่ได้เลยครับ

ผมขอแนะนำเลยนะ สำหรับคนที่ต้องการคุณภาพแต่เงินไม่ใช่ปัญหา มาสายทุนนิยมเต็มเหนี่ยวเนี่ย

Comments

comments

Check Also

รีวิว CableDeconn .. อุปกรณ์ USB-C Hub แบบครบวงจรสำหรับ Macbook Pro

ช่วงนี้กลับมาใช้ Macbook Pro ขนาด 15 นิ้ว เป็นเครื่องประจำและเครื่องตั้งโต๊ะ เลยต้องมี USB-C Hub สำหรับการประกอบร่างเข้ากับโต๊ะทำงานที่มีทั้งจอโคตรใหญ่ + Gaming Gear เต็มโต๊ะไปหมด …