Home -> Review -> รีวิว Runtastic Orbit อุปกรณ์ Fitness Tracker ตัวล่าสุดที่แก้ปัญหาจากหลายๆยี่ห้อมารวมกัน

รีวิว Runtastic Orbit อุปกรณ์ Fitness Tracker ตัวล่าสุดที่แก้ปัญหาจากหลายๆยี่ห้อมารวมกัน

อย่างที่เคยกล่าวไว้หลายครั้งว่าปีนี้เป็นปีของ Wearable Computer จริงๆ ออกกันมาประมาณ 50 กว่าตัวแล้วมั้งเนี่ย มีสารพัดรูปแบบเลยทีเดียว และในที่สุด Runtastic หนึ่งใน App ชื่อดังสายออกกำลังกายจากเยอรมันก็ออกอุปกรณ์ Fitness  Tracker กับเค้าด้วย โดยผมต้องบอกว่า มันแอบแก้ไขปัญหาของ Wearable Computer เจ้าอื่นๆ มาระดับนึงเลยทีเดียว

Fitness Tracker รุ่นแรกๆ ในช่วงปีที่แล้วที่โด่งดังที่สุดก็คือ Fitbit ครับ รุ่นแรกที่ออกมาเป็นคลิปสำหรับหนีบตามเสื้อผ้า ไว้ตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของเรา แต่ปัญหาของ Fitbit ตัวแรกก็คือ หลุดหายบ่อยมากๆ .. Jawbone เห็นว่าทรงนี้ไม่เวิร์คเลยแก้ไขใหม่ให้เป็น สายรัดข้อมือ Jawbone UP ที่ผมเคยรีวิวไปแล้ว กดอ่านได้เลย แต่ทีนี้ปัญหาของ Jawbone UP ก็คือ ไม่มีหน้าจอบอกเวลาครับ ทำให้คนที่ใส่ จะต้องใส่นาฬิกาเพิ่มไปด้วย เกะกะเป็นที่สุด ผมเองก็รำคาญสุดท้ายก็เลิกใช้ … ทาง Garmin ก็เลยส่งของตัวเองมาลุยบ้าง ชื่อ Garmin Vivofit ซึ่งผมเคยรีวิวไว้ที่นี่เช่นเดียวกัน ซึ่งทาง Garmin ก็เจ๋งทุกอย่าง แต่หน้าจอดันไม่สามารถสร้างแสงได้ จึงดูเวลาในที่มืดไม่ได้

สุดท้าย Runtastic ก็รวบเอาปัญหาของที่ยี่ห้อมารวมร่างกัน แล้วออก Runtastic Orbit มานี่แหละครับ

IMG_3384

ส่วนแก้ไขอะไรยังไงบ้าง เดี๋ยวมาค่อยๆดูกันไปทีละส่วนนะครับ ตัวอุปกรณ์ Runtastic Orbit จะมาในกล่องทรงสูง แกะออกมาก็จะพบอุปกรณ์ทั้งหมดประกอบอยู่กับแท่นวางพลาสติกแบบนี้

IMG_3385

IMG_3386

ของทั้งหมดในกล่องก็มีดังต่อไปนี้ครับ

  • สายรัดข้อมือสีฟ้า x 1
  • สายรัดข้อมือสีดำ x 1
  • ตัว Sensor Runtastic (ประกอบอยู่กับสายรัดสีดำ)
  • คลิปยางสำหรับการนำเอา Sensor ไปทำเป็นคลิปสำหรับหนีบส่วนต่างๆ  x 1
  • สายชาร์จ USB x 1
  • คู่มือต่างๆ

IMG_3392

ชอบที่ให้สายคาดข้อมือสองสีมาเลยทีเดียว เพราะสำหรับยี่ห้ออื่น ต้องซื้อเพิ่มครับ

IMG_3389

ตัว Sensor จะประกบในสายอย่างแน่นหนา ไม่หลุดง่ายๆ ส่วนสายคาด จะเป็นเขี้ยวที่กดลงไปแบบ 2 เขี้ยว แน่นมากๆ

IMG_3394

ความยาวสาย ค่อนข้างยาว และ เจาะรูปรับมาให้เยอะมากๆ ดังนั้น จึงใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงในสายเส้นเดียวกัน (ของ Garmin Vivofit จะต้องแบ่ง สายสำหรับผู้ชายและผู้หญิงออกจากกัน)

IMG_3391

วิธีดึงเอาตัว Sensor ออกมาก็ค่อยงัดออกมาแบบนี้ได้เลยครับ

IMG_3397

ตัว Sensor ของ Runtastic ทำจากพลาสติกกันแรงกระแทก มีหน้าจอเป็นแบบ OLED Display แต่ไม่รู้กี่ pixel เพราะหา Spec ที่ไหนก็ไม่เจอครับ เอาเป็นว่า แสดงตัวหนังสือได้ประมาณ 2 แถวละกัน

ปุ่มกดที่เห็นกลมๆ นั่น เป็นปุ่มสำหรับเปลี่ยนหน้าจอเพื่อดูข้อมูลส่วนต่างๆ สามารถกด Double Click เพื่อบอกว่ากำลังมีความสุข และ กดต้างเพื่อเปลี่ยนเป็นโหมดการนอน

IMG_3396

เชื่อมต่อด้วย Bluetooth LE (Low Energy) กันน้ำลึก 50 เมตร ใส่ว่ายน้ำ ได้สบายๆ ผมลองเอาไปลงน้ำทะเลที่หลีเป๊ะมา ก็ใช้งานได้นะ เขี้ยวที่เห็นด้านหลัง คือเขี้ยวสำหรับชาร์จไฟ

IMG_3400

IMG_3398

ในกล่องมียางสำหรับ Clip on มาด้วย สาเหตุที่ให้มาก็เพราะว่า การใส่ Fitness Tracker นั้น มันไม่ได้เข้ากับชุดหลายๆชุดที่คุณใส่ เอาง่ายๆ ถ้าเกิดต้องไปงานแต่งงาน ใส่สูทอย่างหล่อ ที่ข้อมือจะเป็น Fitness Tracker มันก็ยังไงๆ อยู่ แต่ถ้าเราไม่ใส่ไป ข้อมูลเราก็อาจจะหายไปวันนึง หลายคนคงไม่ชอบ เค้าเลยให้คลิปยางมาให้ ถ้าเกิดต้องแต่งชุดอะไรที่ Fitness Tracker มันไม่เหมาะ ก็เอาคลิปไปหนีบตรงอื่นซะแล้วใส่นาฬิกาปกติไปก็ได้

IMG_3402

พอใส่คลิปยางแล้วหน้าตาก็เป็นแบบนี้แหละ

เอาล่ะ ดูหน้าตากันเสร็จแล้ว มาดูกันว่า Runtastic Orbit มันตรวจจับอะไรได้บ้าง

  • จำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวัน
  • ระยะทางที่เดินได้
  • แคลอรี่ที่เสียไป
  • Active Minute หรือเวลาที่เราออกกำลังจริงๆอ่ะ กี่นาที
  • คุณภาพการหลับนอนของเราเป็นยังไงบ้าง

ซึ่งข้อมูลทั้งหมด จะถูก Sync และทำงานผ่าน App ที่ชื่อว่า Runtastic ME ครับ

IMG_3407

Runtastic ME สามารถโหลดได้จากทั้ง AppStore และ PlayStore นั่นหมายถึงรองรับทั้ง iOS และ Android แต่ยังไม่รองรับ Windowsphone นะครับ ทีนี้ตัว App สามารถทำอะไรได้บ้าง ดูวีดีโอที่ผมทำขึ้นมาได้เลยครับ

ค่าตัวที่ขายใน Melonbox คือ 3,990 บาท (คืออันนี้ชอบ จนสั่งมาขายเองด้วย ) ข้อดีของ Runtastic Orbit มีดังต่อไปนี้ครับ

  • กันกระแทก เช่นพวก ตกหล่น หกล้ม อะไรแบบนี้ ทนได้สบายๆ
  • กันน้ำ ระดับลึก 50 เมตร อยากจะเล่นกีฬา Extreme ขนาดไหนก็เอาเลย
  • มีสายคาด 2 เส้นมาให้ในกล่อง ชาย / หญิง ใส่ได้ด้วยเส้นเดียวกัน
  • มีคลิป มาให้เปลี่ยนเป็นหนีบตามเสื้อผ้าได้
  • Track ครบหมด ทั้ง การเดิน การนอน ระยะทาง แคลอรี่
  • มีหน้าจอแบบมีไฟในตัว มืดๆ ตอนกลางคืนก็ดูได้

ข้อสังเกต

  • ระบบ Tracking การเดิน ยังไม่ค่อยแม่น ระยะการเดินเกินไประดับนึงเลย
  • Battery มีการเคลมว่าใช้ได้ 4 วัน แต่เอาเข้าจริง 2 วันก็หมดแล้วครับ เอ๊ะ หรือเราเดินเยอะ

ใครที่สนใจ ลองดูที่ Melonbox ได้เลยนะครับ ราคาดี ส่งฟรีถึงบ้าน 

 

Check Also

รีวิวพ่อบ้าน ตู้เย็น Samsung รุ่น Bottom Freezer ตู้เย็นที่ไม่ทำให้คุณปวดหลังเวลาเปิด!

จั่วหัวให้มันแปลกตา แต่รีวิวนี้เป็น Sponsored Post ที่มาได้จังหวะดีโคตรๆ เพราะผมพึ่งซื้อบ้านใหม่ และกำลังอยากจะได้ตู้เย็นพอดี ซึ่งทรงของตู้เย็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้ใหม่หรือแปลกอะไรนักในบ้านเรา (หลายคนอาจจะได้ใช้นานแล้ว) แต่ผมเองก็พึ่งจะได้ใช้ตู้เย็นแบบนี้ แล้วพบว่า เออมันดีเหมือนกันแฮะ FacebookTwitterLine

26 comments

Leave a Reply