Home -> Review -> รีวิว JBL ONBEAT AIR ลำโพง + Docking + ระบบ AirPlay ที่ราคาคุ้มค่ามาก

รีวิว JBL ONBEAT AIR ลำโพง + Docking + ระบบ AirPlay ที่ราคาคุ้มค่ามาก

ชั่วโมงนี้ ไม่รู้เป็นอะไร อยากจะได้ลำโพงที่มีความสามารถ AirPlay .. ก็ไปสำรวจราคาในตลาดดู ไม่ว่าจะเป็น BOSE Soundlink AIR / Bowers and Wilkins / Denon Cocoon ทำไมราคามันฆาตกรอะไรแบบนี้ อยากจะซื้อแต่ซื้อไม่ไหว จริงๆก็เกือบจะเสียตัวให้ Bose แล้ว เพราะเป็นแฟน Bose มานาน แต่ไม่อยากลงทุนกับลำโพงตัวนี้มาก เพราะกะจะเอามาฟังในห้องนอนเฉยๆครับ จนได้ไปเจอ JBL ที่ทำลำโพง Airplay Speaker ออกมาในราคาที่ผมได้มาอย่างลึกลับไม่อยากบอกใคร แต่ถูกกว่าตลาดมากมาย เลยอดไม่ได้ที่จะเอามารีวิวกันซักหน่อยครับ

ความสามารถ AirPlay เป็นมาตรฐานในการ Stream ภาพ / เสียง จากอุปกรณ์ของทาง Apple เช่น iPod / iPad / iPhone และ iTunes ออกมาทางเครือข่ายไม่ว่าจะมีสายหรือไร้สาย แต่จะทำไร้สายมากกว่า เพื่อให้สมชื่อ “AirPlay” หรือเล่นผ่านอากาศนั่นเองครับ ความสามารถนี้ มีมาตั้งแต่ iOS 4.3 แล้ว แต่เนื่องจากตอนนั้นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ยังมีมาไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ก็เลยยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่

จนกระทั่งในปีนี้แหละ ที่ไม่รู้เป็นไร อยู่ดีๆ อุปกรณ์ AirPlay ออกมากันใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพวก Docking Speaker หรือ พวกเครื่องเสียงบ้าน ก็เลยทำให้ผมสนใจอยากจะลองใช้ขึ้นมา และก็อย่างที่เกริ่นไปว่า ต่อให้มีคนทำออกมาเยอะ แต่เจ้าที่ทำออกมาแต่ละคนก็เทพๆ ทั้งนั้น ราคาก็มหาโหด ส่วนเจ้าที่ทำขายในราคาไม่เกิน 5,000 บาท ก็ให้เสียงและหน้าตาที่ง่อยเกินจะทานทน จนผมได้ไปเจอ JBL ONBEAT AIR ตัวนี้แหละครับ

JBL ONBEAT AIR เป็นลำโพงแบบมี Amp ในตัวง่ายๆ และสามารถใช้เป็น Docking ได้ด้วย มาดูหน้าตากันหน่อยดีกว่า

ขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ เหมาะกับตั้งหัวนอนกำลังดี ตัวแท่นชาร์จ สามารถวางได้ทั้ง iPhone / iPod และ iPad และสามารถหมุนปรับไปแนวนอนก็ได้ด้วย ซึ่งถ้าปรับเป็นแนวนอน ตัว JBL ONBEAT AIR จะมีขาล็อคมาให้แบบนี้ครับ

และหน้าตาตอนใช้แนวนอนก็จะเป็นแบบนี้ครับ

เมื่อแกะกล่องมา ของที่จะได้ ก็จะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • ตัวลำโพง JBL ONBEAT
  • ขาล็อค iPhone 1 ชุด / iPad อีก 1 ชุด
  • Adapter
  • รีโมท

มาพลิกดูด้านหลังของ JBL ONBEAT AIR กันบ้าง จะมี Port ต่างๆมากมาย เรียงลำดับดังต่อไปนี้เลยครับ

  • รูเสียบ Adapter
  • ปุ่ม Power On/Off
  • ช่องเสียบสาย Line in สำหรับการเอาเสียงจาก Source อื่นมาเปิด
  • ช่องเสียงสาย USB แบบ Type-B (ไม่มีสายให้มา)
  • ช่องเสียบสัญญาณภาพแบบสาย RCA (ไม่มีสายให้มา)

ในพวก Docking Speaker แบบยี่ห้ออื่นๆ ที่ผมเคยใช้มา ส่วนใหญ่จะใช้เสียบ iPhone เพื่อชาร์จกับฟังเพลงได้อย่างเดียว แต่กับ JBL ONBEAT AIR ตัวนี้ สามารถที่จะเสียบ USB กับเครื่องเรา เพื่อ Sync กับ PC ของเราได้อีกด้วย กรณีที่คุณใช้มันเป็นลำโพงตั้งโต๊ะทำงาน และ มีช่องสัญญาณภาพสำหรับเอาภาพวีดีโอออกอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น Apple TV แบบง่ายๆนั่นเองครับ

สำหรับรีโมท ก็เป็นรีโมทควบคุมพื้นฐานที่ไม่มีอะไรมาก สามารถทำงานไร้สานได้ไกล 15 ฟุต เวลาใช้ก็ตอบสนองแบบปกติ ไม่ได้มี Lag หรือ ช้าอะไรครับ

ด้านข้างของลำโพงจะเป็นปุ่ม Volumn Control กับ ปุ่มควบคุมการเชื่อมต่อด้วย Wireless LAN ครับ ซึ่งเราสามารถเข้าไป Config ให้ JBL ONBEAT AIR มาเชื่อมกับ Wireless LAN ของบ้านเราก็ได้ด้วยการ Login เข้าไปในตัวเครื่องผ่านทาง Browser ครับ ส่วนถ้าเกิดเราขนลำโพงตัวนี้ไปทำงานนอกสถานที่ หรือ อยู่ในที่ๆไม่มี Wireless LAN เราก็สามารถเอาอุปกรณ์ iOS ของเรา เชื่อมตรงๆกับตัว JBL ONBEAT AIR ได้เลยแบบไม่ต้องผ่าน Wireless LAN ก็ได้ครับ และข้อเสียที่ผมพบ เกี่ยวกับระบบ Wireless นิดหน่อยก็คือ มันมีมาตรฐานแค่ 802.11 B/G เท่านั้นเอง ซึ่งราคาขนาดนี้ น่าจะให้ Wireless N มาด้วย

นอกจาก Feature มาดูเรื่องเสียงกันบ้าง…เพราะนี่แหละ เรื่องที่สำคัญกว่า Feature ที่ว่ามาทั้งหมดซะอีก
ลำโพงของ JBL ONBEAT AIR ใช้ดอกลำโพงของ JBL Phoenix SE Fullrange จำนวน 2 ตัว กับ กำลังขับอีก 7.5 Watt ต่อ Channel .. รองรับความถี่เสียงที่ 70 Hz – 20,000 Hz. ขับเสียงได้สูงสุด 80 dB ผมเปิดซักกลางๆ ก็ดังลั่นห้องบ้านแตกแล้ว ตอนนี้พึ่งจะเบิร์นลำโพงมาได้แค่ 40 – 50 ชม เท่านั้นเอง เสียงยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ วันแรกที่เอามา เสียงแหลมค่อนข้างบาดหูนิดๆ ฟังแล้วยังหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจมันว่า ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา
เพลงที่เหมาะกับ JBL ONBEAT AIR ตัวนี้ ก็จะเป็นอารมณ์ Jazz ที่เน้นเสียงคนร้องหน่อย / Bossa เบาๆแบบที่ชอบเปิดในร้านกาแฟ  แล้วก็ POP เบาๆ สไตล์ The CORRS  กับ Utada Hikaru อะไรแบบนี้ครับ ซึ่งก็เหมาะมาก เพราะตื่นมาเช้าๆ คงไม่ได้อยากโดนเพลงแบบ Metalica หรือ AC/DC มาเขย่าประสาทหู เป็นแน่แท้ครับ
นอกจากนี้ทาง JBL ยังได้ทำ App บน iOS ที่เอาไว้ทำงานร่วมกับตัว JBL ONBEAT AIR อีกด้วยครับ
 
 ตัว App ก็เอาไว้เล่นเพลงจากในเครื่องของเรา ซึ่งจริงๆ ความสามารถค่อนข้างจะง่อยกว่าตัว Music ใน iOS ซะอีกมั้ง มีนาฬิกาปลุกมาให้ รวมๆแล้ว งั้นๆมากครับ
สรุปข้อดี / ข้อเสียของ JBL ONBEAT AIR
ข้อดี คือ ตัวเล็ก เสียงดี ทำงานได้หลายอย่างทั้ง Charge / Sync / AirPlay แถมรองรับระบบภาพด้วย ซึ่งตัวอื่นไม่ค่อยทำกัน
ข้อเสีย ก็คือ Wireless น่าจะเป็น Wireless N แล้วก็ น่าจะแถมสาย USB กับสาย Composite Video มาให้ในกล่องเลยครับ

ก็ถ้าใครอยากได้ลำโพง AirPlay ราคา ไม่แพง ( เมื่อเทียบกับลำโพงเทพตัวอื่นๆ) ความสามารถครบเครื่อง ก็ลองไปสอย JBL ONBEAT AIR มาใช้แบบผมก็ได้นะครับ

Check Also

รีวิวพ่อบ้าน ตู้เย็น Samsung รุ่น Bottom Freezer ตู้เย็นที่ไม่ทำให้คุณปวดหลังเวลาเปิด!

จั่วหัวให้มันแปลกตา แต่รีวิวนี้เป็น Sponsored Post ที่มาได้จังหวะดีโคตรๆ เพราะผมพึ่งซื้อบ้านใหม่ และกำลังอยากจะได้ตู้เย็นพอดี ซึ่งทรงของตู้เย็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้ใหม่หรือแปลกอะไรนักในบ้านเรา (หลายคนอาจจะได้ใช้นานแล้ว) แต่ผมเองก็พึ่งจะได้ใช้ตู้เย็นแบบนี้ แล้วพบว่า เออมันดีเหมือนกันแฮะ FacebookTwitterLine

66 comments

  1. กระเป๋าตังค์ก็เบามากเช่นเดียวกันครับ อิอิ

Leave a Reply