Home -> Feature -> รีวิว Jawbone UP อุปกรณ์ตรวจจับกิจกรรมในชีวิตของคุณ โคตรแจ๋ว!

รีวิว Jawbone UP อุปกรณ์ตรวจจับกิจกรรมในชีวิตของคุณ โคตรแจ๋ว!

ปีนี้เป็นปีที่ผมเชื่อว่าเทรนด์ของ Wearable Computer (อุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบสวมใส่) จะต้องมาแน่ๆ เพราะเทคโนโลยีที่จำเป็นมันสามารถทำได้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์แบบต่างๆ แบทเตอรี่ขนาดเล็ก ระบบส่งข้อมูลไร้สายความเร็วสูง รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจของคนที่อยากจะได้มันครับ

โดยที่ Wearable Computer ตัวที่ดังที่สุดในโลกตอนนี้ก็คือ Google Glass แว่นตาอัจฉริยะของ Google ที่ทำตัว Demo ออกมาซะกริ๊ดกันสนั่นโลก ซึ่งเจ้า Google Glass เองก็พร้อมที่จะวางจำหน่ายช่วงประมาณปี 2014 หรือ ปีหน้านี้แหละครับ และยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีข่าวลือของ iWatch (ชื่อสมมติ) ซึ่งน่าจะเป็นนาฬิกาอัจฉริยะจาก Apple งานนี้สาวก Apple ก็ได้เสียเงินกันอีกรอบ ทำให้ปีนี้เป็นปีที่คึกคักมากสำหรับ Wearable Computer เลยทีเดียว

ส่วนอีกหมวดหมู่นึงที่เรียกได้ว่าตื่นตัวที่สุดสำหรับวงการ Wearable Computer ก็คือ หมวดออกกำลังกายครับ ซึ่งอุปกรณ์ของหมวดนี้ก็จะเป็นพวก เซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว และประมวลผลออกมาเป็น ค่าแคลอรี่ ทำให้บรรดาคนออกกำลังกายชอบกันมาก โดยที่ ตอนนี้มีสินค้าออกมา 3 เจ้าด้วยกันครับได้แก่

  • Nike+ Fuel Band กำไลข้อมือสำหรับนักออกกำลังกาย ข้อดีคือ กลุ่มสังคมของคนเล่น Nike+ ใหญ่มากเพื่อนเยอะสุดๆ เป็นนาฬิกาก็ได้ด้วย แต่จับข้อมูลได้แค่การออกกำลังกาย และมีราคาสูงมาก
  • Fitbit Flex กำไลข้อมือเหมือนของ Nike+ แต่สามารถวิเคราะห์ การหลับนอน การกินอาหาร แถมตัว Fitbit Flex ยังสามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ Fitbit ตัวอื่นๆได้อีกด้วย เช่นเครื่องชั่งน้ำหนัก Fitbit เพื่อวิเคราะห์ ค่า BMI ของร่างกายเราแล้วส่งไปเก็บข้อมูล แต่ตอนนี้ยังไม่ออกวางจำหน่าย
  • Jawbone UP กำไลข้อมือ วิเคราะห์การเคลื่อนไหว ทำงานได้เหมือน Fitbit เลย กันน้ำด้วย วางจำหน่ายแล้ว แถมราคาไม่แพงเว่อร์เท่า Nike+ อีกต่างหาก ผมเลยเลือกซื้อตัวนี้มาแหละ

ช่วงหลังๆ ผมกับ @joyz เราจะออกกำลัง และควบคุมอาหารมากเป็นพิเศษ เพราะเรากำลังลดน้ำหนักกันอยู่ครับ ตอนนี้ลดมาได้ประมาณ 2 เดือนน้ำหนักหายไปประมาณ 7 กิโลกรัมแล้ว แต่การลดน้ำหนักแบบที่ผมใช้จะเป็นแบบ ควมคุมอาหารหน่อยนึงกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ด้วยการวิ่ง ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้ว่า ของที่เรากิน หรือ การออกกำลังกายที่เราทำไป มันใช้พลังงานไปเท่าไหร่ก็เลยอยากจะหาอะไรมาตรวจสอบครับ

ก็เลยไปซื้อ Jawbone UP มา สั่งตรงจากอเมริกามาเลยด้วยวิธี เพื่อนหิ้ว ครับ ทดลองใช้มาเดือนนึงแล้ว เรียกได้ว่าเก็บข้อมูลกันมาระดับนึงเลยล่ะ เลยเอามารีวิวให้ดูกันครับ เผื่อใครจะมาร่วมกลุ่ม Jawbone UP ด้วยกัน

ก่อนอื่นก็มาดูวีดีโอแนะนำ Jawbone UP กันซะก่อนนะครับ ว่ามันทำอะไรได้บ้างแล้วคุณจะได้รับประโยชน์จากมันยังไง

  • ตรวจจับการเคลื่อนไหวของเราได้ 24 ชม.
  • ตรวจจับการหลับนอนของเรา หรือการงีบระยะสั้นๆก็ได้ด้วย
  • เก็บข้อมูลอาหารที่เราทานเข้าไปว่า มีแคลอรี่เท่าไหร่ ยังไงบ้าง
  • สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมพื้นฐานของคุณได้ด้วย ถ้าคุณมีกิจวัตรที่ซ้ำๆกัน
  • แจ้งเตือนได้หากเราหยุดเคลื่อนไหว หรืออยู่นิ่งๆเกินไป
  • ตั้งเป้าหมาย การหลับ และ การเคลื่อนไหวในแต่ละวันได้ว่าอยากจะได้ซักเท่าไหร่
  • เป็นนาฬิกาปลุก เพราะมันสั่นได้ มันจะปลุกตามเวลาที่เราตั้งไว้โดยจะวิเคราะห์กลับ หลับตื้น หลับลึกของเราเพื่อไม่ให้เราเพลียตอนตื่น
  • แบทเตอรี่อยู่ได้ 10 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

IMG_0597

เอาล่ะ เห็นความสามารถน่าจะอยากได้กันหลายคน ลองมาแกะกล่อง Jawbone UP กันเลยดีกว่านะครับ  กล่องใส่เจ้า Jawbone UP จะเป็นกล่องพลาสติกหนาๆหน่อย ถ้าใครเคยจับกล่องหูฟัง Bluetooth ของ Jawbone ล่ะก็ เป็นแบบนั้นเลยล่ะครับ

IMG_0626

ก่อนจะซื้อ คุณต้องแน่ใจซะก่อนนะครับว่า ข้อมือคุณใส่ Size ไหน โดยที่ถ้าเกิดไปเลือกที่ร้าน ตรงกล่องเค้าจะมีแถบพลาสติกที่ตัดวงมาเป็นขนาดข้อมืออยู่แล้ว คุณก็สามารถลองคล้องเพือวัดขนาดได้เลย

SNAG-0010

แต่ถ้าไม่แน่ใจ ในเว็บของ Jawbone UP เค้าก็จะมีขนาดของ Jawbone UP แบบ S M L ให้เราลองตัดกระดาษมาเทียบกับข้อมือเราได้ด้วยครับ

IMG_0604

พอแกะออกมาก็จะพบกับ Jawbone UP ที่โดนหนีบอยู่แบบนี้ครับ อิอิ เป็นกล่องที่สมกับเป็น Jawbone นะ ให้ความรู้สึก Premium ดีมากครับ

IMG_0603
ใต้กล่องก็จะเป็น ชุดชาร์จโดยที่ สายชาร์จข้างนึงจะเป็น USB ไว้เสียบกับคอมพิวเตอร์เพื่อชาร์จได้ อีกข้างก็จะเป็น รูหูฟังเพื่อที่จะส่งไฟเข้าไปยัง Jawbone UP ครับ

IMG_0605

ตัว Jawbone จะทำมาจาก พลาสติกที่ยืดหยุ่นได้ สามารถง้างเพื่อสวมใส่ได้โดยที่ไม่หลุดง่ายๆครับ ปลายข้างนึงเมื่อแกะออกมาจะเป็น Jack หูฟังแบบ 3.5 มม. เพื่อเอาไว้ส่อข้อมูลกลับมาที่ iPhone เพื่อประมวลผลข้อมูลครับ ส่วนปลายอีกข้างเป็นปุ่มควบคุม ซึ่งสามารถกดได้หลายแบบด้วยกัน พอกดแล้วก็จะมีไฟขึ้นแบบในรูปครับ

  • การกดค้างจะเป็นการเปลี่ยนโหมด จาก ตื่น เป็น หลับ สลับกัน (ไม่ใช่อุปกรณ์หลับนะครับ แต่ เพื่อบอกมันว่าเราจะนอนแล้ว เพื่อให้มันเก็บข้อมูลตอนเราหลับ พอเราตื่นก็กดค้างอีกทีเพื่อเปลี่ยนเป็นโหมดเก็บข้อมูลตอนตื่น)
  • กดหนึ่งทีแล้วกดค้าง จะเป็น Stopwatch Mode การบอก Jawbone UP ว่า เราจะทำการออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ตาม ก็ให้ทำการบันทึกแยกไว้ต่างหากกับการบันทึกปกติด้วย จะได้รู้ว่า เราออกกำลังกายอะไรยังไงบ้าง
  • กดสองที แล้วกดค้างจะเป็น Power Nap Mode .. ใช้ตอนที่คุณอยากจะงีบหลับระยะสั้นๆ พอกดปุ๊บก็หลับได้เลย มันจะเช็คว่าเมื่อคุณหลับตื้นไปจนถึงลึกแล้วกลับมาตื้นอีกครั้งมันจะปลุกให้โดยที่จะใช้เวลาประมาณ30 – 45 นาทีครับ เอาไว้ใช้ตอนนอนกลางวัน

IMG_0635

แต่เราจะใช้ Jawbone UP ได้ มันจะต้องทำงานร่วมกับ App ครับ นั่นแปลว่าคุณจะต้องมี Smartphone ด้วยนะ ซึ่งตอนนี้ Jawbone UP มี App บนทั้ง iOS และ Android แล้วครับ

เมื่อแกะกล่องแล้วโหลด App ชื่อ UP จาก Jawbone มา สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือ ทำการ Sync Jawbone UP ของคุณเข้ากับ App เพื่อทำการลงทะเบียน User ครับ

IMG_0606

พอเปิด App มาเค้าก็จะให้เราเสียบ Jawbone เข้ากับตัว iPhone แบบนี้ครับ

IMG_0607

จากนั้นก็ทำการตั้งชื่อแซ่ ว่าเราเป็นใคร รวมไปถึงกรอกข้อมูลส่วนตัวอีกเล็กน้อยครับ เช่นวันเกิด น้ำหนัก ส่วนสูง ซึ่งเค้าก็จะประมวลผลมาให้ว่า คนอายุและน้ำหนักขนาดเรา ควรจะเดินวันนึงอย่างน้อยกี่ก้าว และกินอาหารเท่าไหร่ถึงจะพอดีครับ

IMG_0617

จากนั้นก็จะมีให้เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า เราจะเดินให้ได้วันละกี่ก้าว แล้วนอนให้ได้วันละกี่ ชม… เรื่องนอนนี่ทำได้สบาย แต่เรื่องเดินนี่ มันเอาเรื่องเหมือนกันนะนี่

IMG_0612

จากนั้นก็เรียบร้อย พร้อมใช้งานกันได้แล้วครับ เอาล่ะมาดูกันดีกว่าว่า เก็บข้อมูลมาเดือนนึงแล้วมีอะไรให้ดูบ้าง หลักๆแล้ว Jawbone ก็จะเก็บข้อมูล 3 ส่วนนะครับ ก็คือ การเดินในชีวิตประจำวัน การกินอาหาร แล้วก็การออกกำลังกายครับ

IMG_1320

มาดูเรื่องของการบันทึกอาหารที่เราทานก่อนดีกว่า ความเจ๋งของมันก็คือ เราสามารถบันทึกสัดส่วนของอาหารที่เราทานไปได้ เช่นก๋วยเตี๋ยว 1 หรือ 2 ชาม ขนาดกี่ชิ้น คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ทำให้การกรอกค่าอาหารค่อนข้างแม่น แต่เสียอย่างเดียว มันน่ารำคาญมากๆครับ เพราะต้องกรอกละเอียดเกิ๊นนน เค้าก็เลยทำ Feature เทพๆมาให้ใช้นั่นก็คือ

IMG_1317

เราสามารถใช้กล้องถ่าย Barcode ของอาหารได้เลยครับ ซึ่งถ้ามันมีฐานข้อมูลโภชนาการอยู่ ก็จะกรอกเรื่องของแคลอรี่ให้เราเสร็จสรรพ สะดวกมาก แต่เสียอย่างเดียวมันใช้ได้กับ อาหารต่างประเทศซะเป็นส่วนใหญ่ขนาดผมลองกับ Coke Zero ของไทยยังหาไม่เจอเลย แต่ดันหา โยเกิร์ต Activia เจอแฮะ แปลกดี

IMG_1312

หรือถ้าเกิดข้างซองมันบอกรายละเอียด เราก็ค่อยๆกรอกเข้าไปเองก็ได้ครับ โดยที่มันจะเก็บเป็นฐานข้อมูลเอาไว้เหมือนกัน อย่างกาแฟที่กินทุกวัน กรอกเอาไว้ เอาตอนเพิ่มเข้าไปวันหลังมันก็จะมีฐานข้อมูลให้ครับ

IMG_1369

ส่วนการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน มันก็จะบันทึกให้ว่าเราเดินไปกี่ก้าว ในแต่ละวันโดยที่เมื่อเข้าไปดูแบบละเอียดจะบอกถึงขนาดนี้เลยล่ะครับ

IMG_1370

บอกว่า Active Time เท่าไหร่ แคลอรี่ที่โดนเบิร์นไปเท่าไหร่ ขยับนานต่อเนื่องกี่นาที หรือ นั่งเฉยๆอืดๆนานกี่นาที แล้วแคลอรี่ที่โดนเบิร์นจากการนั่งเฉยๆเป็นเท่าไหร่

IMG_1371

ส่วนการบันทึกการนอนหลับเป็นอะไรที่ผมชอบที่สุดเลยครับเพราะมันสามารถ บันทึกว่าเรา หลับตื้น หรือ หลับลึกนานเท่าไหร่ เราหลับแต่ละช่วงเป็นยังไงบ้าง ใช้เวลานานเท่าไหร่ในการหลับ แล้วตื่นมากี่นานแค่ไหน ตื่นกี่ครั้งอะไรแบบนี้ ทำให้เราสามารถดูคุณภาพการนอนของเราได้

IMG_1310

ส่วนการออกกำลังกาย ก็จะมีบอกว่า เราเดินไปกี่ก้าว เป็นระยะวิ่งเท่าไหร่ แล้วความหนักมันหนักขนาดไหนครับ

IMG_0146-001

การ Sync เจ้า UP กับ App เนี่ย ตอนแรกผมก็นึกว่ามัน Sync แบบตลอดเวลาเหมือน Bluetooth แต่เค้าก็ใช้วิธิบ้านๆง่ายๆในการ Sync ครับนั่นก็คือ เสียบแลกข้อมูลผ่านช่องหูฟังของ iPhone นั่นแหละ อย่างงี้นี่เอง มิน่าทำไม Battery ของ Jawbone UP ถึงอยู่ได้ตั้ง 10 วัน เพราะเมื่อเราSync ไปแล้ว มันก็จะเอาข้อมูลทั้งหมดปรับเข้ากับเวลาใน App ให้เองครับ

IMG_1367

เมื่อเรา Sync เข้าไปแล้วก็จะมีบอกว่า แบทเตอรี่เหลืออีกเท่าไหร่ แล้วมีข้อมูลอะไรถูกใส่เข้าไปใน App บ้างครับ

IMG_1321

ที่แจ๋วมากก็คือ ข้อมูลทั้งหมดใน UP สามารถเอามาดูเปรียบเทียบเป็นกราฟได้ครับ เช่น อัตรา การหลับตื้น ต่อ หลับลึกเป็นเท่าไหร่ เทียบเป็น ต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือ ต่อเดือนได้เลย

สรุปความรู้สึกสั้นๆที่มีต่อ Jawbone UP

  • เก็บข้อมูลละเอียดมาก ทำให้รู้เลยว่าวันๆนึงตัวเรา ทำได้ต่ำกว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้แค่ไหน ฮ่าๆ
  • เรื่องกินเก็บข้อมูลละเอียด แต่ใส่ข้อมูลยาก หลังๆผมเลยไม่ค่อยใส่เท่าไหร่
  • เรื่องนอนดีมากชอบสุดๆ แถมตัวระบบตั้งปลุกที่ปลุกเราด้วยการสั่นตอนเราหลับตื้นทำให้เราตื่นมาแบบไม่เพลียเลย ชนิดที่ว่าลุกได้ทันที
  • ข้อมูลการออกกำลังกายยังเฉยๆอยู่ครับ ไม่ค่อยต่างจากตัววิเคราะห์ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่
  • ตัวช่วยตอนงีบหลับก็ดีมาก ปลุกมาในจังหวะที่ดีสุดๆ
  • แต่อยากให้มีนาฬิกามาในตัวด้วย ตอนนี้ใส่ Jawbone UP อย่างเดียวไม่มีนาฬิกาใส่ ดูเวลาไม่ได้เลย

SNAG-0012

ตอนแรกที่ผมซื้อมันไม่มีขายในไทยเลย ตอนนี้มีขายใน iStudio แล้วราคาประมาณ 4,990 บาทครับ แต่มีแค่สีฟ้ากับสีดำนะครับ ซึ่งจริงๆแล้ว Jawbone UP มีสีประมาณ 8 สีได้ โดยเฉพาะสีแดงผมอยากได้สุดๆเลย แต่ตอนฝากเพื่อนซื้อดันไม่มีขาย อ๊ากกกกกกก ใครที่เป็นนักออกกำลังกายที่อยากจะตามติดชีวิตตัวเองก็หามาใส่ได้เลย ตอนนี้ใน Team ผมมีอยู่ประมาณ 10 กว่าคนเองครับ ฮ่าๆ

Comments

comments

Check Also

รีวิวพ่อบ้าน ตู้เย็น Samsung รุ่น Bottom Freezer ตู้เย็นที่ไม่ทำให้คุณปวดหลังเวลาเปิด!

จั่วหัวให้มันแปลกตา แต่รีวิวนี้เป็น Sponsored Post ที่มาได้จังหวะดีโคตรๆ เพราะผมพึ่งซื้อบ้านใหม่ และกำลังอยากจะได้ตู้เย็นพอดี ซึ่งทรงของตู้เย็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้ใหม่หรือแปลกอะไรนักในบ้านเรา (หลายคนอาจจะได้ใช้นานแล้ว) แต่ผมเองก็พึ่งจะได้ใช้ตู้เย็นแบบนี้ แล้วพบว่า เออมันดีเหมือนกันแฮะ ซีรีส์ของตู้เย็นของ Samsung …

86 comments

  1. เวลาจะใส่ข้อมูล ต้องถอด jawbone up มาต่อกับ iphone แล้วต้องloginใหม่ ใส่ข้อข้อมูลส่วนตัว พวก น้ำหนัก ส่วนสูง เป็งเพราะอะไรหรอ

Leave a Reply