Home -> Review -> รีวิว TPLINK TD-WDR4900 ..Wireless Router ที่มี Bandwidth ถึง 900Mbps

รีวิว TPLINK TD-WDR4900 ..Wireless Router ที่มี Bandwidth ถึง 900Mbps

ว่ะ ฮ่า ฮ่า ได้รับ Wireless Router จากทาง TP-LINK มาทดสอบอีกแล้ว คราวนี้เป็น Wireless Router สำหรับบ้านไฮโซที่มีอุปกรณ์เยอะๆ ต้องการ Bandwidth ของ Wireless แรงๆ ให้กับอุปกรณ์หลายๆอย่างในบ้าน มีชื่อรุ่นว่า TP-LINK TL-WDR4900 ครับ

P1080240

TP-LINK TD-WDR4900 รุ่นใหญ่สุดของ Wireless N จากทาง TP-LINK ซึ่งดูจากหน้าตาและ Spec ผมอยากจะเรียกว่า ยานแม่ จริงๆเลยครับ

P1080242

จุดเด่นของ TL-WDR4900 ก็คือ ความที่มันเป็น Wireless Router ที่รองรับมาตรฐาน N ที่ Bandwidth เกือบจะสูงสุด นั่นก็คือ 900 Mbps เลยทีเดียวเชียว ว่าแต่ 900Mbps มันมาจากไหนบ้างล่ะเนี่ย

มันมาจาก การที่ตัวมันเป็น Wireless แบบ 2 ความถี่ หรือที่เรียกว่า Dual Band ครับ (ผมเคยเขียนเล่าเรื่อง Dual Band ไว้ที่นี่ ลองไปอ่านดูได้ครับ) และจากการที่มันมี Bandwidth บนความถี่ 2.4Ghz ที่เป็นความถี่ที่บ้านเราใช้กันทั่วไปถึง 450Mbps ร่วมกับ ความถี่ 5Ghz ที่เป็นความถี่ใหม่บนอุปกรณ์ Network อีก 450Mbps .. ทำให้เจ้า TL-WDR4900 ตัวนี้มี Bandwidth โดยรวมถึง 900 Mbps ยังไงล่ะครับ

จริงๆแล้วการที่เราจะทำความเร็วในการเชื่อมต่อให้ได้เต็มที่ 450Mbps บน 1 ความถี่ เราจะต้องมี Wireless LAN Card ที่รองรับความเร็วระดับนั้่นด้วยนะครับ ซึ่งพวกการ์ดทั่วๆไปที่ติดมากับ Notebook อาจจะทำความเร็วได้แค่ 150Mbps เท่านั้นเอง แต่ถึงยังไงก็ยังเร็วอยู่ดีแหละ เพราะมันมี Bandwidth เหลือเฟือให้กับอุปกรณ์ตัวอื่นๆใน Network ให้มันใช้งานได้มากขึ้นไงครับ

TL-WDR3600-o-1(2)

สาเหตุสำคัญที่ Bandwidth ของ Wireless LAN จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็เพราะว่า อุปกรณ์ทั้งหมดที่เชื่อมอยู่กับตัว Access Point เนี่ย มันแชร์ความเร็วกันบน Bandwidth ทั้งหมดไงครับ คิดง่ายๆ ถ้าเราใช้ Wireless Router ที่มีความเร็ว 150Mbps กับอุปกรณ์ 10 ตัว .. แต่ละตัวก็จะได้ความเร็วเฉลี่ยหารสิบ นั่นก็คือ 15Mbps นั่นแหละครับ แต่ความเร็วตรงนี้ยังมีตัวแปรอีกเยอะนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารหัส หรือคลื่นรบกวนในอากาศอีก แต่คิดคร่าวๆก็จะประมาณนี้แหละครับ

ซึ่งถ้าเรามี Wireless Router ที่มี Bandwidth ที่กว้างพอ เช่น 450Mbps แต่ละอุปกรณ์ก็จะมี Maximum Bandwidth เพิ่มขึ้นนั่นเองแหละครับ

P1080241

แกะกล่อง TL-WDR4900 ออกมาก็มีอุปกรณ์ดังต่อไปนี้ครับ …

  • Wireless Router TL-LINK TL-WDR4900 x 1
  • เสาอากาศ 5dBi x 3
  • คู่มือ + แผ่น CD ช่วยติดตั้ง
  • Adapter
  • สาย LAN 10/100 x 1 เส้น

เรียกได้ว่าเป็น Package ที่โคตร Basic มากเลยแต่กับ Wireless Router ก็ใช้กันประมาณนี้แหละครับ

P1080243

เสาอากาศ 5 dBi ของ TPLINK นี่มันสวยดีจริงๆแฮะ มีการใช้ Laser เจาะโลโก้ TP-LINK เอาไว้ด้วย

P1080246

ด้านหลังของ Router ก็มี Port ต่างๆดังต่อไปนี้ครับ

  • ช่องเสียบ Power Adapter
  • ปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง
  • ปุ่ม เปิด/ปิด Wireless อย่างเดียว (ผมชอบนะ เพราะบางทีเราไม่อยู่บ้านก็ปิด Wireless LAN ทิ้งอย่างเดียวไปเลยประหยัดไฟดี)
  • ช่อง USB จำนวน 2 ช่อง ไว้ทำ File Server + Print Server ได้
  • ช่อง WAN ไว้รับ Internet จาก Cable Modem หรือ ADSL Modem

P1080245

ที่เหลือก็คือ Port Gigalit LAN จำนวน 4 Port ครับ แล้วก็มีปุ่ม WPS / Reset มาให้ด้วย

P1080247

ใต้เครื่องก็จะมีรายละเอียดของ User + Password แล้วก็ url ที่ใช้ในการ login เข้า Router ตัวนี้มาด้วยครับ เผื่อ setup ไม่เป็นดูรายละเอียดตรงนี้ได้ครับ

SNAG-0056

TL-WDR4900 เป็น Wireless Router รุ่นใหญ่ นอกจาก Spec ที่จัดเต็มมาให้แล้ว ยังมี Feature ด้าน Network ดีๆมากมาย ที่เหมาะกับการนำเอาไปใช้ในบ้านหรือองค์กรขนาดเล็กที่อยากได้อุปกรณ์ Network ดีๆที่จัดการปัญหาในองค์กรได้ ลองมาดูกันครับว่ามันมี Feature อะไรเด็ดๆบ้าง

ความสามารถแรกก็คือ USB Sharing ครับ โดยที่เราสามารถเสียบ Flashdrive , External Harddisk เข้ากับ Port USB บนเครื่องได้โดยที่ตัว TL-WDR4900 ตัวนี้ก็จะแปลงร่างกลายเป็น File Server ครับ

2013-06-18 12.20.04

บนตัว TL-WDR4900 มี USB มาให้แค่ 2 Port แต่ผมก็เล่นแผลงๆด้วยการยัด USB Hub เข้าไปเพิ่มครับ ผลที่ได้ก็คือ เห็นอุปกรณ์ได้เยอะขึ้นด้วย แต่การใส่ USB Hub เพิ่มเข้าไปก็มีข้อจำกัดนะครับ รู้สึกจะเสียบเพิ่มได้แค่ 4 USB เท่านั้น

SNAG-0060

ระบบแชร์ไฟล์ใน TL-WDR4900 ตัวนี้สามารถกำหนด User + Password ได้ด้วย และสามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้แค่ Read อย่างเดียว หรือทำ Read / Write ได้ด้วยครับ

SNAG-0061

ความสามารถแจ๋วๆอีกอันก็คือ ควบคุม Bandwidth ของอุปกรณ์ในเครือข่ายได้ โดยที่กำหนดเป็น IP Range ก็ยังได้ด้วยครับ เช่นถ้าเรามีลูกน้องที่ชอบโหลด Bit Torrent ก็ไปจัดการบีบ Bandwidth ได้เลยเค้าก็จะโดนบีบให้ใช้งานได้เท่าที่ใช้ได้ครับ

SNAG-0064

มีตัว DoS Protection ป้องกันการโดน Flood จากทั้งใน และ นอก Network ให้ด้วย ถึงแม้จะไม่ได้เก่งหวือหวามาก แต่ก็พอป้องกันได้ครับ

SNAG-0062

ทำ FTP Server ไว้ให้คนที่อยู่นอกองค์กร สามารถเชื่อมต่อเข้ามาเอาไฟล์ในนี้ก็ได้นะครับ

SNAG-0058

สามารถทำระบบ Parental Control หรือ ระบบพ่อแม่เป็นใหญ่ได้ด้วยนะครับ เครื่องของลูกๆจะถูกล็อคเอาไว้ให้เล่นเฉพาะเว็บที่อนุญาติ และในเวลาที่อนุญาติเท่านั้น

SNAG-0063

สรุปความรู้สึกคร่าวๆหลังทดสอบการใช้งาน TL-WDR4900 

  • การมี WIFI ความถี่ 5GHZ ให้ใช้งานทำให้ลดปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวนจาก WIFI Router ของบ้านอื่นๆครับ ยิ่งผมอยู่คอนโดเนี่ย แต่ละคนก็ซัดกันคนละตัวเรียกได้ว่า ความถี่ของ 2.4Ghz ใช้กันหมดในพริบตา พอมี 5GHZ ก็สบายเพราะไม่ชนกับใครเลย
  • ความสามารถ USB Sharing ทำได้ดีมาก เพราะนอกจากแชร์ได้เยอะแล้ว ยังสามารถกำหนด Username + Password ได้อีก ทำให้เราสามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้ ลองนึกสภาพว่า คุณต่อ Harddisk ที่มีหนังโป๊ไว้กับ Router แล้วมีเพื่อนมาบ้านเพื่อขอใช้ Internet สิครับ เกิดเพื่อนเปิดใน Network แล้วเจอ Drive ที่อุดมไปด้วยหนังโป๊จะทำยังไง ฮ่าๆ
  • Wireless Router ส่วนใหญ่จะมีหน้าแจ้งข้อมูลที่ไม่ค่อยครบถ้วนเท่าไหร่ แต่ TL-WDR4900 มีหน้า Log ไว้แจ้งข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน อุปกรณ์ตัวไหนเข้ามาใน Network กี่โมงกี่ยาม ก็รู้หมด แถมยังมีตัว Stat ที่คำนวนว่า มี Data in/out วิ่งผ่าน Router เราไปเท่าไหร่ด้วย ซึ่งจะช่วยเหลือในการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิ่งไปมาใน Network ของเราครับ
  • LAN Port ที่เป็น Gigabit ทำให้การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องผมกับ Buffalo Nas ที่ใช้อยู่ OK มาก ตอนก็อปปี้ไฟล์ใหญ่ๆลง NAS ใช้เวลาเร็วกว่า Network แบบ 10/100 ถึง 4-5 เท่าเลยทีเดียว
  • เรื่องที่ชวนติ นิดหน่อย เห็นจะเป็นเรื่องราคา ที่ตอนนี้ Wireless Router แบบ Dual Band ก็สูงจะแย่แล้ว แถมเจอ Spec แบบ 450/450 เข้าไปอีก ทำให้ราคาแบบโอ้มายก็อดพอสมควร (ค่าตัวประมาณ 7,500 บาทแล้วแต่ร้านที่รับมาจำหน่ายครับ) แต่สำหรับ สำนักงานหรือบ้านไฮโซหน่อยที่ต้องการ คุณภาพ และ การควบคุม เป็นหลัก ผมว่า เจ้า TP-LINK TL-WDR4900 ตัวนี้ โคตรตอบโจทย์เรื่องครอบจักรวาลเลยครับ
  • ที่สำคัญ สินค้าของ TP-LINK ยังรับประกันตลอดชีพ และ ตลอดอายุการใช้งาน ทุกกรณีจริงๆอีกต่างหาก มีปัญหาในการใช้งานสามารถติดต่อ Call Center ของ TP-LINK ได้ที่ 02-416-0555 หรือ Facebook.com/tplink.thailand ครับ

Check Also

รีวิวพ่อบ้าน ตู้เย็น Samsung รุ่น Bottom Freezer ตู้เย็นที่ไม่ทำให้คุณปวดหลังเวลาเปิด!

จั่วหัวให้มันแปลกตา แต่รีวิวนี้เป็น Sponsored Post ที่มาได้จังหวะดีโคตรๆ เพราะผมพึ่งซื้อบ้านใหม่ และกำลังอยากจะได้ตู้เย็นพอดี ซึ่งทรงของตู้เย็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้ใหม่หรือแปลกอะไรนักในบ้านเรา (หลายคนอาจจะได้ใช้นานแล้ว) แต่ผมเองก็พึ่งจะได้ใช้ตู้เย็นแบบนี้ แล้วพบว่า เออมันดีเหมือนกันแฮะ FacebookTwitterLine

99 comments

  1. กุ๊ก

    รบกวนถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าช่อง USB มันรองรับ harddisk ได้ใหญ่สุดกี่ TB เหรอคะ กลัวว่า 4TB ที่มีอยู่มันจะไม่รองรับอะค่ะ

  2. สำหรับท่านที่ถามราคามา ตอนนี้ราคาค่อนข้างแกว่งอยู่ เพราะแล้วแต่ร้านที่รับไปจำหน่ายจะทำราคาเท่าไหร่ครับ ซึ่งราคากลางๆคือประมาณ 7,500 บาทครับ

  3. อาจารย์ครับอยากให้ review load balance บ้างครับอยากจะซื้อมาใช้แต่ไม่ค่อยมีข้อมูลเลยครับ

  4. ถ้า TPLINK มีส่งกล้องมาให้จะรีวิวให้นะครับ

  5. ยังไม่ได้ลองครับ แต่ที่บ้านมีเครื่องพิมพ์แค่เครื่องเดียวเองอ่ะครับ เลยไม่รู้จะลองยังไง

Leave a Reply